อันดับ 4 พรีเมียร์ลีก หรือแชมป์ ยูโรปา ลีก?

ถ้าหากไม่เกิดเหตุ ''ก๊อดสิลล่า Vs. คิงคอง'' ขึ้นบนโลกเน่าๆของเราเสียก่อน พลพรรคภูติผีปีศาจแดงคงจะตะกุยผ่านเข้ารอบ 8 กลุ่มสุดท้าย ยูโรปา ลีก ได้สำเร็จ
นี่คือโทรฟี้ที่มีความจำเป็นระดับอ๋องเพียงรายการเดียวของยุโรปในที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่เคยสัมผัสอย่าว่าแต่สัมผัสเลยขอรับ – ไม่เคยเฉียดฉิวเข้าใกล้ด้วย
ดูเหมือนถ้วยนี้ไม่ค่อยถูกชะตากับ แมนฯ ยูไนเต็ด สักเท่าไหร่ แถมโดยมากพวกเขามักดำเนินชีวิตอย่างหรูหราและก็มีเทือกเถาเหล่ากอกว่าบนทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนานๆถึงจะลดตนเองลงมาเล่นในถ้วยนี้สักครั้ง ซึ่งโดยมากเป็นการถูกบังคับให้มาแบบไม่ค่อยเต็มใจก็แค่ฤดูนี้ ถ้วย "ยูโรปา ลีก" แปลงเป็นจุดมุ่งหมายลำดับต้นๆที่พลพรรคภูติผีปีศาจแดงจำต้องเอามาให้ต้องได้
นอกจากจะหมายคือเกียรติประวัติและก็การบรรลุเป้าหมาย มันอาจจะเป็นเพียงครั้งทางเดียวที่ช่วยทำให้พวกเขากลับเข้าสู่ทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง
การกลับไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จัดว่าสำคัญสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด มากมายครับผม สำคัญทั้งในแบบ "รูปธรรม" และก็ "นามธรรม" เลยทีเดียว เพราะว่านอกจากจะเป็นแหล่งรายได้เป็นอย่างมาก – การได้มีส่วนร่วมในรายการนี้ไม่ได้แตกต่างจากพลังดึงดูดผู้เล่นระดับดาวดังให้มาร่วมกลุ่มอีกด้วยที่สำคัญคือการเบียดตนเองเข้ามาเป็น 1 ใน 4 ขั้นตอนแรกของตารางพรีเมียร์ลีกดูเหมือนเกิดเรื่องยากมากขึ้นเรื่อยๆทุกที
วันก่อนเพิ่งจะครบรอบ 100 วันที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ค้างที่อยู่ในอันดับ 6 ของตารางพรีเมียร์ลีก ว่าและล้อเลียนกันสนุกสนามตามสูตรสำเร็จของโลกโซเชี่ยลจริงๆคงจะทำบุญทำกุศลร้อยวันไปเลย – ไหนๆก็อยู่ในอันดับ 6 ครบ 100 วันแล้วนี่ 555
คะเนดูแล้ว ฤดูนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะหนีอันดับ 6 ไม่พ้นแล้วล่ะ เพราะว่าจะว่าไปในฤดูนี้ พวกเขามีโอกาสสะบัดอันดับ 6 ของตัวเองทิ้งไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 4-5 ครั้งเมื่อใดก็ตามโอกาสพุ่งเข้ามาหาก็มักมีอันจำต้องเกิดอะไรขึ้นสักอย่าง ยกตัวอย่างเกมล่าสุดที่เซิ้งกับ บอร์นมัธ ในบ้าน
เกมนั้นถ้าหากผู้ร่วมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นฝ่ายมีชัยก็จะดีดอันดับ 6 ทิ้งไปได้อย่างแน่แท้อย่างต่ำๆ2 สัปดาห์ แม้กระนั้นจนแล้วจนรอดก็กลับแออัดยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้แขกไม่ได้ ทั้งๆที่คู่แข่งเหลือผู้เล่น 10 แถม แมนฯ ยูไนเต็ด ได้จุดลูกโทษอีกต่างหากอีหรอบนี้คงจะถูกใครซักคนบนฟ้าแกล้งแล้วล่ะหรือไม่ก็น่าจะถูกสาบให้อยู่ในอันดับ 6 ตลอดกาลจวบจนกระทั่งจะจบฤดู แค่นี้ไม่พอการมีศึกอื่นๆรอบด้านนำมาซึ่งการทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ลงแข่งขันในพรีเมียร์ลีกล้าช้ากว่าคู่ขับเคี่ยวอย่าง ลิเวอร์พูล
เหตุการณ์ล่าสุด กลุ่มอันดับ 6 ของตารางอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ถูกกลุ่มอันดับ 4 อย่าง ลิเวอร์พูล ทิ้งห่างไปเป็น 6 แต้มแล้ว แม้จะแข่งขันน้อยกว่า 2 นัดหมายก็ตามทีต่อยก่อนเป็นต่อครับผมคือตาม 6 แต้ม โดยแข่งขันน้อยกว่า 2 นัดหมาย มองผิวเผินเหมือนไม่เสียเปรียบอะไร – เพียงแค่ชนะ 2 นัดหมาย แต้มก็จะเสมอกันทันที
แต่ทว่ามันยังไม่เกิดขึ้นไงขอรับ และไม่มีอะไรมาค้ำประกันเหตุว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะชนะทั้ง 2 นัดหมายที่หลงเหลือ ผิดกับ ลิเวอร์พูล ที่ลงเล่นไปเรียบร้อย และก็นำอยู่ 6 แต้มคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

เปรียบเป็นจุดลูกโทษ ลิเวอร์พูล ก็สังหารไปก่อน 2 ลูก โดยเข้าไปตุงตาข่ายทั้ง 2 ลูก ตอนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีโอกาสยิงคราวหลัง 2 ครั้ง แม้กระนั้นแม้กระทั่งเข้าทั้ง 2 ครั้งก็ทำได้เพียงแค่ตีเสมอ มิซ้ำยังบีบคั้นกว่าต่อไปนี้มาดูโปรแกรมที่คงเหลือของทั้ง 2 กลุ่มครับผม
ลิเวอร์พูล เหลือพบกลุ่มใหญ่ร่วมกันแค่เพียงนัดหมายเดียว คือบุกไปเยือน แมนฯ ซิตี้ ในวันอาทิตย์นี้ และมีศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้อีกนัดหมาย นอกนั้นอีก 8 นัดหมายที่เหลือ มีแม้กระนั้นกลุ่มที่เล็กกว่า ขณะโปรแกรมที่เหลือของ แมนฯ ยูไนเต็ด จัดว่าหนักกว่าครับผม เพราะว่ายังจำต้องพบกลุ่มใหญ่อย่าง เชลซี, สเปอร์ส, อาร์เซน่อล รวมทั้งนัดหมายหลงเหลือกับ แมนฯ ซิตี้ แถมผลงานในการพบกลุ่มพิกัดใกล้เคียงกันไม่ค่อยโสภาสักเท่าไหร่ เพราะว่าเพิ่งจะเอาชนะได้เพียงแค่ "น้องไก่" กลุ่มเดียวในฤดูนี้
ดังนั้นการหวังว่าจะได้อันดับ 4 บนตารางพรีเมียร์ลีก และก็ได้แชมป์ ยูโรปา ลีก ด้วยดูเหมือนเป็นอะไรที่เกินกำลังไปสักนิดว่าแล้วคงจำต้องเลือกขอรับ เลือกไปทางใดทางหนึ่งแบบเต็มตัว เพราะว่ามันคงยากที่จะเก็บคุณไว้ทั้ง 2 ตัว เอ๊ย! 2 คน
พรีเมียร์ลีก เหลืออีก 11 นัดหมาย ตามหลังอันดับ 4 อย่าง ลิเวอร์พูล 6 แต้ม แข่งขันน้อยกว่า 2 นัดหมาย ประตู-ได้เสียเป็นรองอยู่ถึง 8 ประตู แปลว่าแม้กระทั่งชนะทั้ง 2 นัดหมายในเกมหลงเหลือ ถ้าหากคิดจะแซงหงส์แดงก็จำต้องชนะคู่แข่ง 2 นัดหมายรวมกันให้ได้มากยิ่งกว่า 8 ประตูและก็ไม่เพียงแค่ ลิเวอร์พูล ยังมีกลุ่มอันดับ 5 อย่าง อาร์เซน่อล ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จำต้องฟาดฟันด้วย
อย่างนี้เบนเป้าไปที่ ยูโรปา ลีก เต็มตัวเลยดีมากยิ่งกว่า เพราะว่าถ้าหากเอาชนะ รอคอยสตอฟ ได้สำเร็จในเกมเมื่อคืนนี้วันพฤหัสฯ ถ้าหากจะไปให้ถึงตำแหน่งแชมป์ก็เหลืออีกเพียงแค่ 5 เกมแค่นั้น (2 เกมในรอบ 8 กลุ่ม + 2 เกมในรอบตัดเชือก + 1 เกมในนัดหมายชิงฯ)
ถ้าหากคิดจะเอาทั้ง 2 รายการ คืออันดับ 4 ด้วย แชมป์ ยูโรปา ลีก ด้วย นอกจากจะเกินกำลังแล้ว บางครั้งมันบางทีอาจดึงคุ้นเคยกระทั่งพุ่งชนความล้มเหลวทั้ง 2 รายการ…ก็…เป็น…ได้
ทางที่ดีพนันกับแชมป์ ยูโรปา ลีก ไปเลยดีมากยิ่งกว่า ว่าและเอาค้อนปอนด์มา "ทุบหม้อข้าว" ของตัวเองในพรีเมียร์ลีกทิ้งไปเลย!
คือไม่ต้องสนกับการฉกชิงอันดับ 4 อีกต่อไปพลางทำใจยอมรับอันดับ 6 ของตัวเองว่ามันก็น่ารักน่าเอ็นดูดีเหมือนกันนะ แล้วเน้นไปในทางสาย ยูโรปา ลีก เพียงรายการเดียว เปรียบการทุบหม้อข้าวตนเองทิ้ง เพื่อเข้าตีฐานทัพของศัตรู ถ้าแพ้ ถ้ายึดไม่ได้ก็จะไม่มีข้าวสวาปามส์ เพราะว่าตนเองทุบหม้อข้าวแตกหมดแล้ว ด้วยเหตุนั้นจำต้องเอาชนะศัตรูหรือคว้าแชมป์ให้ได้เพียงสถานเดียว
ย้อนกลับไปในปี 2005 ลิเวอร์พูล จากภูมิปัญญาของกุนซือหนวด – ราฟาเอล เบนิเตซ ก็เคยใช้วิธีนี้ครับผม คือทุบหม้อข้าวตนเองทิ้งไปเลย โดยจัดกลุ่มแบบไม่เต็มดูดในพรีเมียร์ลีก เพื่อเน้นหนักใน แชมเปี้ยนส์ ลีก เพียงอย่างเดียว (กระทั่งถูกสหายร่วมเมืองอย่าง เอฟเวอร์ตัน เอาอันดับ 4 ไปครอง)

ก่อนถึงเส้นชัย

 

ผ่านโค้งสุดท้ายและกำลังจะควบรีบเร่งเข้าทางตรงเพื่อพุ่งเข้าเส้นชัยแล้วนะครับสำหรับการศึกแข้งพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาลนี้
สถานการณ์ด้านการลุ้นแชมป์ เชลซี ยังนำจ่าฝูงแบบยาวๆโดยทิ้งห่างผู้เลียนแบบ สเปอร์ส อยู่ถึง 7 แต้ม กับอีก 7 นัดที่เหลือ ขณะการแย่งกันเป็นชั้น 3 และชั้น 4 เพื่อชิงพื้นที่ไป ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ดูราวกับว่า อาร์เซน่อล จะอาการหนักกว่าเพื่อน ช่องทางหลุดจากท็อปโฟร์เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีมีสูงวอดวายเลยทีเดียว ส่วนความดิ้นรนหนีตกชั้น ทีมบ๊วยของตารางอย่าง ซันเดอร์แลนด์ ก็คงจะรอดยากแล้วล่ะครับว่าแล้วขออนุญาตสรุปสถานการณ์ล่าสุดของทั้ง 20 ทีมในพรีเมียร์ลีกแบบพอสังเขป
เชลซี : นำห่างถึง 7 แต้มกับอีก 7 นัดที่เหลือ แม้ อันโตนิโอ คอนเต้ จะชี้ให้เห็นว่าเน้นย้ำทุกนัดแบบ "เอาตาย" บนความไม่ประมาท แม้กระนั้นประวัติศาสตร์กล่าวว่าในเมื่อมันยังไม่จบ เรื่องราวหักมุมอย่างรุนแรงก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดระยะเวลา
อาทิตย์นี้ เชลซี จำเป็นที่จะต้องบุกไปเยือน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ที่แม้น แมนฯ ยูไนเต็ด และฤดูกาลนี้จะมีอุปสรรคต่อการเอาชนะแขก แถมมีการสงครามสำคัญใน ยูโรปา ลีก มาตามติดหน้าและตามติดหลัง แม้กระนั้นมันคือศึกแห่งเกียรติที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ย่อมอยากได้ล้มทีมเก่าของตัวเองให้จงได้ ซึ่งซึ่งก็กล่าวได้ว่าพรรคพวกสิงห์บลูส์ได้โอกาสเสียแต้มจากแมตช์นี้เท่านั้นไม่พอ
ยังมีอีก 2 เกมที่ เชลซี จำเป็นที่จะต้องออกไปเยือน เอฟเวอร์ตัน กับ เวสต์บรอมฯ ซึ่ง 2 เกมนี้แหละที่ผู้ไล่ล่าอย่าง "คลับไก่" คงจะตั้งความหวังพลางแช่งชักหักกระดูกทีมจ่าฝูงว่าอาจจะสะดุดรอคอยพวกเขาบ้างแต่
เชลซี ยังชี้ให้เห็นถึงฟอร์มการเล่นที่สม่ำเสมอ จิตใจอดทน – แพ้ยาก และไม่พลาดกล้วยๆเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากวันอาทิตย์นี้สามารถบุกไปหมิ่นเชิงปีศาจร้ายแดงถึงถิ่น สมาชิกของ อันโตนิโอ คอนเต้ คงจะพุ่งชนตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เสร็จแบบไม่มีปัญหาอะไร
สเปอร์ส : นับจากเปลี่ยนศักราชใหม่ "คลับไก่" คือทีมที่โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงแบบล้นจุดแตกสูงที่สุด ด้วยเกมรุกที่ดุดันและกะซวกทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่ขวางทาง โดยในเวลานี้ชนะมา 5 ครั้งติดกันแล้ว แถมเพิ่งได้ดาวกระหน่ำประตูคนสำคัญอย่าง แฮร์รี่ เคน กลับมาจากอาการบาดเจ็บอีกต่างหาก สิ่งที่สมาชิกของ เมาริซิโอ โปเช็ตติเตียนโน่ จำต้องทำให้ได้ในอีก 7 นัดที่เหลือคือชนะคู่ปรปักษ์ของตัวเองให้ได้ทั้งหมด
ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ 7 นัดที่เหลือนั้นมีเกมที่จำต้องออกไปเยือนทั้ง เลสเตอร์, คริสตัล พาเลซ, เวสต์แฮม และทีมหนีตกชั้นอย่าง ฮัลล์ ซิตี้ ยิ่งไปกว่านี้ยังมีศึกแห่งเกียรติกับทีมที่ตนเองแพ้ทางอย่าง อาร์เซน่อล อีกต่างหาก
จริงอยู่ที่ชั่วโมงนี้ ฟอร์มการเล่นของ สเปอร์ส เหนือกว่าคู่อริแสนรักของตัวเอง แม้กระนั้นจำต้องไม่ลืมเลือนว่าทีมปืนโตก็จะทำทุกวิถี เพื่อกีดกันไม่ให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายเช่นกัน ด้วยเหตุนั้นคงจะทำดีที่สุดเพียงแค่ "รองแชมป์"

ลิเวอร์พูล : ภายหลังจากออกสมุทรไปไกลนับจากเปลี่ยนศักราชใหม่จนถึงยืนระยะในการลุ้นแชมป์ไม่ถึงตอนปลาย พรรคพวกหงส์แดงกลับมาอยู่ในฟอร์มการเล่นที่เปล่งปลั่งอย่างน่าขนลุกอีกครั้ง โดย 6 เกมล่าสุด ชนะ 4 นัด และหลุดเสมอเพียงแค่ 2 นัดเพียงเท่านั้น
สถานการณ์ล่าสุด พวกเขานำ แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่ 6 แต้ม แม้จะแข่งขันมากกว่า 2 นัด แม้กระนั้นประตูได้-เสียก็ยังดีมากกว่า แถมได้คะแนนแบบเต็มๆไปเรียบร้อยส่วนโปรแกรมที่เหลือ 6 นัดก็เจอทีมที่ชั้นต่ำกว่าตนเองทั้งหมด – ดูแล้วอย่างไรก็ไม่หลุดท็อปโฟร์แน่นอน
แมนฯ ซิตี้ : เรื่องลุ้นแชมป์ไม่ต้องเอ่ยถึง เพราะเหตุว่ามันจบแล้วครับนาย เอ๊ย! เพราะเหตุว่ามันจบไปนานแล้ว ทว่ายังได้โอกาสติดท็อปโฟร์ออกจะสูง แม้ในเวลานี้ สมาชิกของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อยู่บนชั้น 4 ของตาราง นำหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่เพียงแค่ 4 แต้ม แถมแข่งขันมากกว่า 1 นัดก็ตาม เพราะเหตุว่าคู่แข่งขันอย่างปีศาจร้ายแดงจำต้องเจอการสงครามที่เอาจริงเอาจังมากกว่าทั้งใน ยูโรปา ลีก และพรีเมียร์ลีก
เกมชี้ชะตาคือการเจอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในบ้านตนเองนี่แหละ ถ้าหากแออัดยัดเยียดความปราชัยให้ทีมสีแดงในเมืองเดียวกันได้เสร็จ ก็คงจะรับประกันว่าได้ไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าแน่นอน
แมนฯ ยูไนเต็ด : ถึงนี้ยังมีประตู 2 บานให้เลือกเข้าไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แม้กระนั้นการปีนป่ายขึ้นไปบนชั้น 4 พรีเมียร์ลีกกลายเป็นเรื่องยากระดับเข็นเทือกเขาขึ้นครกของพวกเขาซะอย่างนั้น เพราะเหตุว่าทุกครั้งที่ได้โอกาสก็มักจะเอาช่องทางนั้นยัดลงไปในโถส้วมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แล้วกดชักโครกซ้ำถึง 2 ครั้งแบบไม่จึงควรมีเหตุมีผล และไม่ต้องการที่จะอยากความเข้าใจใดๆก็ตามทั้งหมดทั้งปวง!
"ปีศาจร้ายแดงสามง่าม" ตามหลัง ลิเวอร์พูล อยู่ 6 แต้มครึ่ง เพราะเหตุว่าประตูได้เสียด้อยกว่าถึง 6 ประตู ถ้าหากคิดจะแซง นอกเหนือจากจำเป็นที่จะต้องชนะในเกมหลงเหลือให้ได้ทั้ง 2 นัด พวกเขาจำต้องชนะคู่ปรปักษ์รวมกันมากกว่า 6 ประตูอีกต่างหาก
ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้นยังจำต้องเจอเกมที่ทั้งหนักและถี่กว่าราษฎร โดยในคิวแข้งที่เหลือจำต้องเซิ้งกับทีมขนาดใหญ่ระดับเฮฟวี่เวตอย่าง เชลซี, แมนฯ ซิตี้, สเปอร์ส และอาร์เซน่อล อย่างนี้จบด้วยชั้น 5 ไม่หล่นลงไปอยู่ในชั้น 6 ที่รู้จักมาตลอดฤดูกาล ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว 5555
อาร์เซน่อล : ภายหลังจากออกไปโดน คริสตัล พาเลซ กะซวกไส้แตกเมื่อคืนวันจันทร์ พวกเขาตามก้นทีมชั้น 4 อย่าง แมนฯ ซิตี้ อยู่ 7 แต้ม แม้จะแข่งขันน้อยกว่า 1 นัด แม้กระนั้นดูจากฟอร์มการเล่นของทีมสีหนาปืนโตและท้องนาต่อไปนี้มีแม้กระนั้นเสื่อมลงกว่าเดิม เพราะเหตุว่าไม่มีทั้งจิตวิญญาณและความหื่นหิวเหมือนคนที่กำลังจะใกล้ "เด๊ดห่า" อยู่รอมร่ออย่าว่าแต่ติดอันดับ 4 เหมือนเช่นเคยเลยครับ ฟอร์มนี้เอาเพียงแค่ป่ายปีนขึ้นไปอยู่ชั้น 5 หรือรักษาชั้น 6 ยังยากเลยครับคุณ!
เอฟเวอร์ตัน : ติดอยู่อยู่ในชั้น 7 มาอย่างช้านานแทบทั้งฤดูกาล เพราะเหตุว่ายังไม่ดีพอที่จะทำชั้นให้สูงเกินกว่านี้ เพียงแต่ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องโดนแซง เพราะเหตุว่านำทีมชั้น 8 ของตารางอยู่ถึง 10 แต้ม

ทีมทอฟฟี่มีอาวุธหนักอย่าง โรเมรู ลูกากู ที่นำดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก ส่งผลให้พวกเขาไม่ค่อยเจอปัญหาในการตบทีมที่ชั้นต่ำกว่าตนเองให้หัวทิ่มสักเท่าไหร่ ฟอร์มการเล่นก็ออกจะสม่ำเสมอ ชนะในเกมที่ตนเองควรชนะ และแพ้ให้กับทีมที่ตนเองสมควรพ่าย
แต่ ถ้าหากนักฟุตบอลทีมปืนใหญ่ยังเล่นไล่เจ๊ย์ เอ๊ย! ไล่โค้ชอยู่อย่างนี้ เอฟเวอร์ตัน มีสิทธิ์ขยับขึ้นไปชั้น 6 พลางถีบ อาร์เซน่อล ตกลงไปชั้น 7 ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นก็ฮากันเลยทีเดียว
เวสต์บรอมฯ : ไม่มีอะไรให้จำต้องลุ้น เพราะเหตุว่าตามหลัง เอฟเวอร์ตัน 10 แต้ม และไม่ตกชั้นอย่างแน่แท้ แม้กระนั้นขอดุเป็นภาษามอนเตเนโกรหน่อยเหอะว่า "ไอ้เจสสสสเข้" เพราะเหตุว่าอาทิตย์ก่อนพวกเอ็งเล่นบุกไปยันเสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงถิ่น แม้กระนั้นเกมถัดมากลับแพ้ วัตฟอร์ด แบบสบายๆก่อนโดน เซาธ์แฮมป์ตัน บุกมาอัดติดอยู่ถิ่นซะงั้น
เซาธ์แฮมป์ตัน : ฤดูกาลนี้เสียเนื้อเสียตัวผู้เล่นสำคัญไปเยอะแยะ แม้กระนั้นยังประคองตัวจบกลางตารางโดยไม่ต้องหนีตกชั้นแบบสบายๆ
วัตฟอร์ด : อาจจะไม่ดีเหมือนฤดูกาลก่อน แม้กระนั้นก็ไม่ได้ห่วยจนถึงเหลือเกินนักจนถึงคงจะอยู่สบายๆแถวกลางตาราง
เลสเตอร์ : ตั้งแต่แมื่อปลด เคลาดิโอ รานิเอปรี่ ออกมาจากตำแหน่งผู้จัดการทีม – เลสเตอร์ ซิตี้ ก็เปลี่ยนร่างกลับมาเป็น "แชมป์เก่า" ในความหมายของ "แชมป์เก่า" จริงๆแบบบิดาไม่เข้าใจตุ้มเช่นกันว่ามันเพราะอะไร พวกเขาชนะ 5 ครั้งติดกันในพรีเมียร์ลีก ก่อนแพ้ เอฟเวอร์ตัน เพราะเหตุว่าถนอมตัวสำคัญไว้เล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก
ว่าและก็ดีดตัวหนีโซนอันตรายขึ้นมาตรงกลางพลางทิ้งห่างทีมในที่สุดที่จะโดนถีบตกชั้นเป็น 8 แต้ม แถมแข่งขันน้อยกว่าอีก 1 นัด อย่างไรก็คงจะไม่ตกชั้นแน่ๆ
เบิร์นลี่ย์ : สถานการณ์บางทีอาจยังไม่ปลอดภัยต่อการตกชั้น กระนั้นเกมในบ้านที่แข็งแกร่งและดุดันมากจะช่วยทำให้พวกเขาเอาตัวรอดได้แบบแห้งสบายมากกว่าไม่ได้ใส่อะไรเลย
สโต๊ค : นำทีมในที่สุดที่จะตกชั้นอยู่ 8 แต้ม กับอีก 6 นัดที่เหลือ เพียงแค่ชนะบ้าง แพ้บ้าง สลับกันไปก็คงจะอยู่ต่อแบบไม่ตกระกำลำบากอะไรเท่าไรนัก
เวสต์แฮม : การย้ายจาก อัพตัน พาร์ค มาบ้านที่หลังใหญ่กว่าอย่าง ลอนดอน สเตเดี้ยมFun88กลับทำให้ผลงานของพวกเขาตกต่ำกว่าเมื่อซีซั่นที่แล้วซะแบบนั้น ฟอร์มการเล่นก็ออกจะน่าห่วง แม้กระนั้นก็ยังดีเกินกว่าที่จะตกชั้นในฤดูกาลนี้
บอร์นมัธ : อยู่เหนือโซนตกชั้น 7 แต้ม โดยเหลือ 6 เกม สมาชิกของ เอ๊ดดี้ ฮาว เป็นทีมที่เล่นได้บ้าดีเดือดและสร้างสรรค์กว่าอีกหลายๆทีมในพรีเมียร์ลีกจนถึงมั่นใจได้ว่าไม่กลับลงไปอยู่ในแชมเปี้ยนชิพแน่ๆ
คริสตัล พาเลซ : ตอนที่ แซม อัลลาไดซ์ มาคุมทีมใหม่ๆผลงานของ "ดิ อีเกิ้ลส์" ทั้งเฮงซวยและบัดซบมาก โดยแพ้ใครกันแน่เลยจนถึงมองดูมุมไหนก็ไม่น่ารอด

ทันใด "บิ๊กแซม" ก็เสกให้สมาชิกพุ่งเข้าชนชัยชนะถึง 4 เกมต่อเนื่องกันแบบซุกซนๆคริสติเตียนยง เบนเตเก้ กลับมาคลำเป้าได้ ในช่วงเวลาที่ วิลฟรีด ซาฮา ก็ฟอร์มจัดจ้านอย่างยิ่ง เกมล่าสุดไล่ขย่ม อาร์เซน่อล 3-0 แม้จะยังไม่ปลอดภัย เพราะเหตุว่าอยู่เหนือโซนอันตรายเพียงแค่ 6 แต้ม (แข่งขันน้อยกว่า 1 นัด) อย่างไรก็คงจะเอาตัวรอดได้เสร็จ