อันดับ 4 พรีเมียร์ลีก หรือแชมป์ ยูโรปา ลีก?

ถ้าหากไม่เกิดเหตุ ''ก๊อดสิลล่า Vs. คิงคอง'' ขึ้นบนโลกเน่าๆของเราเสียก่อน พลพรรคภูติผีปีศาจแดงคงจะตะกุยผ่านเข้ารอบ 8 กลุ่มสุดท้าย ยูโรปา ลีก ได้สำเร็จ
นี่คือโทรฟี้ที่มีความจำเป็นระดับอ๋องเพียงรายการเดียวของยุโรปในที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังไม่เคยสัมผัสอย่าว่าแต่สัมผัสเลยขอรับ – ไม่เคยเฉียดฉิวเข้าใกล้ด้วย
ดูเหมือนถ้วยนี้ไม่ค่อยถูกชะตากับ แมนฯ ยูไนเต็ด สักเท่าไหร่ แถมโดยมากพวกเขามักดำเนินชีวิตอย่างหรูหราและก็มีเทือกเถาเหล่ากอกว่าบนทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกนานๆถึงจะลดตนเองลงมาเล่นในถ้วยนี้สักครั้ง ซึ่งโดยมากเป็นการถูกบังคับให้มาแบบไม่ค่อยเต็มใจก็แค่ฤดูนี้ ถ้วย "ยูโรปา ลีก" แปลงเป็นจุดมุ่งหมายลำดับต้นๆที่พลพรรคภูติผีปีศาจแดงจำต้องเอามาให้ต้องได้
นอกจากจะหมายคือเกียรติประวัติและก็การบรรลุเป้าหมาย มันอาจจะเป็นเพียงครั้งทางเดียวที่ช่วยทำให้พวกเขากลับเข้าสู่ทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง
การกลับไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จัดว่าสำคัญสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด มากมายครับผม สำคัญทั้งในแบบ "รูปธรรม" และก็ "นามธรรม" เลยทีเดียว เพราะว่านอกจากจะเป็นแหล่งรายได้เป็นอย่างมาก – การได้มีส่วนร่วมในรายการนี้ไม่ได้แตกต่างจากพลังดึงดูดผู้เล่นระดับดาวดังให้มาร่วมกลุ่มอีกด้วยที่สำคัญคือการเบียดตนเองเข้ามาเป็น 1 ใน 4 ขั้นตอนแรกของตารางพรีเมียร์ลีกดูเหมือนเกิดเรื่องยากมากขึ้นเรื่อยๆทุกที
วันก่อนเพิ่งจะครบรอบ 100 วันที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ค้างที่อยู่ในอันดับ 6 ของตารางพรีเมียร์ลีก ว่าและล้อเลียนกันสนุกสนามตามสูตรสำเร็จของโลกโซเชี่ยลจริงๆคงจะทำบุญทำกุศลร้อยวันไปเลย – ไหนๆก็อยู่ในอันดับ 6 ครบ 100 วันแล้วนี่ 555
คะเนดูแล้ว ฤดูนี้ แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะหนีอันดับ 6 ไม่พ้นแล้วล่ะ เพราะว่าจะว่าไปในฤดูนี้ พวกเขามีโอกาสสะบัดอันดับ 6 ของตัวเองทิ้งไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 4-5 ครั้งเมื่อใดก็ตามโอกาสพุ่งเข้ามาหาก็มักมีอันจำต้องเกิดอะไรขึ้นสักอย่าง ยกตัวอย่างเกมล่าสุดที่เซิ้งกับ บอร์นมัธ ในบ้าน
เกมนั้นถ้าหากผู้ร่วมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นฝ่ายมีชัยก็จะดีดอันดับ 6 ทิ้งไปได้อย่างแน่แท้อย่างต่ำๆ2 สัปดาห์ แม้กระนั้นจนแล้วจนรอดก็กลับแออัดยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้แขกไม่ได้ ทั้งๆที่คู่แข่งเหลือผู้เล่น 10 แถม แมนฯ ยูไนเต็ด ได้จุดลูกโทษอีกต่างหากอีหรอบนี้คงจะถูกใครซักคนบนฟ้าแกล้งแล้วล่ะหรือไม่ก็น่าจะถูกสาบให้อยู่ในอันดับ 6 ตลอดกาลจวบจนกระทั่งจะจบฤดู แค่นี้ไม่พอการมีศึกอื่นๆรอบด้านนำมาซึ่งการทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ลงแข่งขันในพรีเมียร์ลีกล้าช้ากว่าคู่ขับเคี่ยวอย่าง ลิเวอร์พูล
เหตุการณ์ล่าสุด กลุ่มอันดับ 6 ของตารางอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ถูกกลุ่มอันดับ 4 อย่าง ลิเวอร์พูล ทิ้งห่างไปเป็น 6 แต้มแล้ว แม้จะแข่งขันน้อยกว่า 2 นัดหมายก็ตามทีต่อยก่อนเป็นต่อครับผมคือตาม 6 แต้ม โดยแข่งขันน้อยกว่า 2 นัดหมาย มองผิวเผินเหมือนไม่เสียเปรียบอะไร – เพียงแค่ชนะ 2 นัดหมาย แต้มก็จะเสมอกันทันที
แต่ทว่ามันยังไม่เกิดขึ้นไงขอรับ และไม่มีอะไรมาค้ำประกันเหตุว่า แมนฯ ยูไนเต็ด จะชนะทั้ง 2 นัดหมายที่หลงเหลือ ผิดกับ ลิเวอร์พูล ที่ลงเล่นไปเรียบร้อย และก็นำอยู่ 6 แต้มคือข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้ว

เปรียบเป็นจุดลูกโทษ ลิเวอร์พูล ก็สังหารไปก่อน 2 ลูก โดยเข้าไปตุงตาข่ายทั้ง 2 ลูก ตอนที่ แมนฯ ยูไนเต็ด มีโอกาสยิงคราวหลัง 2 ครั้ง แม้กระนั้นแม้กระทั่งเข้าทั้ง 2 ครั้งก็ทำได้เพียงแค่ตีเสมอ มิซ้ำยังบีบคั้นกว่าต่อไปนี้มาดูโปรแกรมที่คงเหลือของทั้ง 2 กลุ่มครับผม
ลิเวอร์พูล เหลือพบกลุ่มใหญ่ร่วมกันแค่เพียงนัดหมายเดียว คือบุกไปเยือน แมนฯ ซิตี้ ในวันอาทิตย์นี้ และมีศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ดาร์บี้อีกนัดหมาย นอกนั้นอีก 8 นัดหมายที่เหลือ มีแม้กระนั้นกลุ่มที่เล็กกว่า ขณะโปรแกรมที่เหลือของ แมนฯ ยูไนเต็ด จัดว่าหนักกว่าครับผม เพราะว่ายังจำต้องพบกลุ่มใหญ่อย่าง เชลซี, สเปอร์ส, อาร์เซน่อล รวมทั้งนัดหมายหลงเหลือกับ แมนฯ ซิตี้ แถมผลงานในการพบกลุ่มพิกัดใกล้เคียงกันไม่ค่อยโสภาสักเท่าไหร่ เพราะว่าเพิ่งจะเอาชนะได้เพียงแค่ "น้องไก่" กลุ่มเดียวในฤดูนี้
ดังนั้นการหวังว่าจะได้อันดับ 4 บนตารางพรีเมียร์ลีก และก็ได้แชมป์ ยูโรปา ลีก ด้วยดูเหมือนเป็นอะไรที่เกินกำลังไปสักนิดว่าแล้วคงจำต้องเลือกขอรับ เลือกไปทางใดทางหนึ่งแบบเต็มตัว เพราะว่ามันคงยากที่จะเก็บคุณไว้ทั้ง 2 ตัว เอ๊ย! 2 คน
พรีเมียร์ลีก เหลืออีก 11 นัดหมาย ตามหลังอันดับ 4 อย่าง ลิเวอร์พูล 6 แต้ม แข่งขันน้อยกว่า 2 นัดหมาย ประตู-ได้เสียเป็นรองอยู่ถึง 8 ประตู แปลว่าแม้กระทั่งชนะทั้ง 2 นัดหมายในเกมหลงเหลือ ถ้าหากคิดจะแซงหงส์แดงก็จำต้องชนะคู่แข่ง 2 นัดหมายรวมกันให้ได้มากยิ่งกว่า 8 ประตูและก็ไม่เพียงแค่ ลิเวอร์พูล ยังมีกลุ่มอันดับ 5 อย่าง อาร์เซน่อล ที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จำต้องฟาดฟันด้วย
อย่างนี้เบนเป้าไปที่ ยูโรปา ลีก เต็มตัวเลยดีมากยิ่งกว่า เพราะว่าถ้าหากเอาชนะ รอคอยสตอฟ ได้สำเร็จในเกมเมื่อคืนนี้วันพฤหัสฯ ถ้าหากจะไปให้ถึงตำแหน่งแชมป์ก็เหลืออีกเพียงแค่ 5 เกมแค่นั้น (2 เกมในรอบ 8 กลุ่ม + 2 เกมในรอบตัดเชือก + 1 เกมในนัดหมายชิงฯ)
ถ้าหากคิดจะเอาทั้ง 2 รายการ คืออันดับ 4 ด้วย แชมป์ ยูโรปา ลีก ด้วย นอกจากจะเกินกำลังแล้ว บางครั้งมันบางทีอาจดึงคุ้นเคยกระทั่งพุ่งชนความล้มเหลวทั้ง 2 รายการ…ก็…เป็น…ได้
ทางที่ดีพนันกับแชมป์ ยูโรปา ลีก ไปเลยดีมากยิ่งกว่า ว่าและเอาค้อนปอนด์มา "ทุบหม้อข้าว" ของตัวเองในพรีเมียร์ลีกทิ้งไปเลย!
คือไม่ต้องสนกับการฉกชิงอันดับ 4 อีกต่อไปพลางทำใจยอมรับอันดับ 6 ของตัวเองว่ามันก็น่ารักน่าเอ็นดูดีเหมือนกันนะ แล้วเน้นไปในทางสาย ยูโรปา ลีก เพียงรายการเดียว เปรียบการทุบหม้อข้าวตนเองทิ้ง เพื่อเข้าตีฐานทัพของศัตรู ถ้าแพ้ ถ้ายึดไม่ได้ก็จะไม่มีข้าวสวาปามส์ เพราะว่าตนเองทุบหม้อข้าวแตกหมดแล้ว ด้วยเหตุนั้นจำต้องเอาชนะศัตรูหรือคว้าแชมป์ให้ได้เพียงสถานเดียว
ย้อนกลับไปในปี 2005 ลิเวอร์พูล จากภูมิปัญญาของกุนซือหนวด – ราฟาเอล เบนิเตซ ก็เคยใช้วิธีนี้ครับผม คือทุบหม้อข้าวตนเองทิ้งไปเลย โดยจัดกลุ่มแบบไม่เต็มดูดในพรีเมียร์ลีก เพื่อเน้นหนักใน แชมเปี้ยนส์ ลีก เพียงอย่างเดียว (กระทั่งถูกสหายร่วมเมืองอย่าง เอฟเวอร์ตัน เอาอันดับ 4 ไปครอง)

ก่อนถึงเส้นชัย

 

ผ่านโค้งสุดท้ายและกำลังจะควบรีบเร่งเข้าทางตรงเพื่อพุ่งเข้าเส้นชัยแล้วนะครับสำหรับการศึกแข้งพรีเมียร์ลีกประจำฤดูกาลนี้
สถานการณ์ด้านการลุ้นแชมป์ เชลซี ยังนำจ่าฝูงแบบยาวๆโดยทิ้งห่างผู้เลียนแบบ สเปอร์ส อยู่ถึง 7 แต้ม กับอีก 7 นัดที่เหลือ ขณะการแย่งกันเป็นชั้น 3 และชั้น 4 เพื่อชิงพื้นที่ไป ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ดูราวกับว่า อาร์เซน่อล จะอาการหนักกว่าเพื่อน ช่องทางหลุดจากท็อปโฟร์เป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปีมีสูงวอดวายเลยทีเดียว ส่วนความดิ้นรนหนีตกชั้น ทีมบ๊วยของตารางอย่าง ซันเดอร์แลนด์ ก็คงจะรอดยากแล้วล่ะครับว่าแล้วขออนุญาตสรุปสถานการณ์ล่าสุดของทั้ง 20 ทีมในพรีเมียร์ลีกแบบพอสังเขป
เชลซี : นำห่างถึง 7 แต้มกับอีก 7 นัดที่เหลือ แม้ อันโตนิโอ คอนเต้ จะชี้ให้เห็นว่าเน้นย้ำทุกนัดแบบ "เอาตาย" บนความไม่ประมาท แม้กระนั้นประวัติศาสตร์กล่าวว่าในเมื่อมันยังไม่จบ เรื่องราวหักมุมอย่างรุนแรงก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดระยะเวลา
อาทิตย์นี้ เชลซี จำเป็นที่จะต้องบุกไปเยือน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ที่แม้น แมนฯ ยูไนเต็ด และฤดูกาลนี้จะมีอุปสรรคต่อการเอาชนะแขก แถมมีการสงครามสำคัญใน ยูโรปา ลีก มาตามติดหน้าและตามติดหลัง แม้กระนั้นมันคือศึกแห่งเกียรติที่ โชเซ่ มูรินโญ่ ย่อมอยากได้ล้มทีมเก่าของตัวเองให้จงได้ ซึ่งซึ่งก็กล่าวได้ว่าพรรคพวกสิงห์บลูส์ได้โอกาสเสียแต้มจากแมตช์นี้เท่านั้นไม่พอ
ยังมีอีก 2 เกมที่ เชลซี จำเป็นที่จะต้องออกไปเยือน เอฟเวอร์ตัน กับ เวสต์บรอมฯ ซึ่ง 2 เกมนี้แหละที่ผู้ไล่ล่าอย่าง "คลับไก่" คงจะตั้งความหวังพลางแช่งชักหักกระดูกทีมจ่าฝูงว่าอาจจะสะดุดรอคอยพวกเขาบ้างแต่
เชลซี ยังชี้ให้เห็นถึงฟอร์มการเล่นที่สม่ำเสมอ จิตใจอดทน – แพ้ยาก และไม่พลาดกล้วยๆเฉพาะอย่างยิ่งถ้าหากวันอาทิตย์นี้สามารถบุกไปหมิ่นเชิงปีศาจร้ายแดงถึงถิ่น สมาชิกของ อันโตนิโอ คอนเต้ คงจะพุ่งชนตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เสร็จแบบไม่มีปัญหาอะไร
สเปอร์ส : นับจากเปลี่ยนศักราชใหม่ "คลับไก่" คือทีมที่โชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงแบบล้นจุดแตกสูงที่สุด ด้วยเกมรุกที่ดุดันและกะซวกทุกๆสิ่งทุกๆอย่างที่ขวางทาง โดยในเวลานี้ชนะมา 5 ครั้งติดกันแล้ว แถมเพิ่งได้ดาวกระหน่ำประตูคนสำคัญอย่าง แฮร์รี่ เคน กลับมาจากอาการบาดเจ็บอีกต่างหาก สิ่งที่สมาชิกของ เมาริซิโอ โปเช็ตติเตียนโน่ จำต้องทำให้ได้ในอีก 7 นัดที่เหลือคือชนะคู่ปรปักษ์ของตัวเองให้ได้ทั้งหมด
ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ 7 นัดที่เหลือนั้นมีเกมที่จำต้องออกไปเยือนทั้ง เลสเตอร์, คริสตัล พาเลซ, เวสต์แฮม และทีมหนีตกชั้นอย่าง ฮัลล์ ซิตี้ ยิ่งไปกว่านี้ยังมีศึกแห่งเกียรติกับทีมที่ตนเองแพ้ทางอย่าง อาร์เซน่อล อีกต่างหาก
จริงอยู่ที่ชั่วโมงนี้ ฟอร์มการเล่นของ สเปอร์ส เหนือกว่าคู่อริแสนรักของตัวเอง แม้กระนั้นจำต้องไม่ลืมเลือนว่าทีมปืนโตก็จะทำทุกวิถี เพื่อกีดกันไม่ให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายเช่นกัน ด้วยเหตุนั้นคงจะทำดีที่สุดเพียงแค่ "รองแชมป์"

ลิเวอร์พูล : ภายหลังจากออกสมุทรไปไกลนับจากเปลี่ยนศักราชใหม่จนถึงยืนระยะในการลุ้นแชมป์ไม่ถึงตอนปลาย พรรคพวกหงส์แดงกลับมาอยู่ในฟอร์มการเล่นที่เปล่งปลั่งอย่างน่าขนลุกอีกครั้ง โดย 6 เกมล่าสุด ชนะ 4 นัด และหลุดเสมอเพียงแค่ 2 นัดเพียงเท่านั้น
สถานการณ์ล่าสุด พวกเขานำ แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่ 6 แต้ม แม้จะแข่งขันมากกว่า 2 นัด แม้กระนั้นประตูได้-เสียก็ยังดีมากกว่า แถมได้คะแนนแบบเต็มๆไปเรียบร้อยส่วนโปรแกรมที่เหลือ 6 นัดก็เจอทีมที่ชั้นต่ำกว่าตนเองทั้งหมด – ดูแล้วอย่างไรก็ไม่หลุดท็อปโฟร์แน่นอน
แมนฯ ซิตี้ : เรื่องลุ้นแชมป์ไม่ต้องเอ่ยถึง เพราะเหตุว่ามันจบแล้วครับนาย เอ๊ย! เพราะเหตุว่ามันจบไปนานแล้ว ทว่ายังได้โอกาสติดท็อปโฟร์ออกจะสูง แม้ในเวลานี้ สมาชิกของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า อยู่บนชั้น 4 ของตาราง นำหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่เพียงแค่ 4 แต้ม แถมแข่งขันมากกว่า 1 นัดก็ตาม เพราะเหตุว่าคู่แข่งขันอย่างปีศาจร้ายแดงจำต้องเจอการสงครามที่เอาจริงเอาจังมากกว่าทั้งใน ยูโรปา ลีก และพรีเมียร์ลีก
เกมชี้ชะตาคือการเจอกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในบ้านตนเองนี่แหละ ถ้าหากแออัดยัดเยียดความปราชัยให้ทีมสีแดงในเมืองเดียวกันได้เสร็จ ก็คงจะรับประกันว่าได้ไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลหน้าแน่นอน
แมนฯ ยูไนเต็ด : ถึงนี้ยังมีประตู 2 บานให้เลือกเข้าไปเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แม้กระนั้นการปีนป่ายขึ้นไปบนชั้น 4 พรีเมียร์ลีกกลายเป็นเรื่องยากระดับเข็นเทือกเขาขึ้นครกของพวกเขาซะอย่างนั้น เพราะเหตุว่าทุกครั้งที่ได้โอกาสก็มักจะเอาช่องทางนั้นยัดลงไปในโถส้วมที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด แล้วกดชักโครกซ้ำถึง 2 ครั้งแบบไม่จึงควรมีเหตุมีผล และไม่ต้องการที่จะอยากความเข้าใจใดๆก็ตามทั้งหมดทั้งปวง!
"ปีศาจร้ายแดงสามง่าม" ตามหลัง ลิเวอร์พูล อยู่ 6 แต้มครึ่ง เพราะเหตุว่าประตูได้เสียด้อยกว่าถึง 6 ประตู ถ้าหากคิดจะแซง นอกเหนือจากจำเป็นที่จะต้องชนะในเกมหลงเหลือให้ได้ทั้ง 2 นัด พวกเขาจำต้องชนะคู่ปรปักษ์รวมกันมากกว่า 6 ประตูอีกต่างหาก
ซ้ำร้ายยิ่งไปกว่านั้นยังจำต้องเจอเกมที่ทั้งหนักและถี่กว่าราษฎร โดยในคิวแข้งที่เหลือจำต้องเซิ้งกับทีมขนาดใหญ่ระดับเฮฟวี่เวตอย่าง เชลซี, แมนฯ ซิตี้, สเปอร์ส และอาร์เซน่อล อย่างนี้จบด้วยชั้น 5 ไม่หล่นลงไปอยู่ในชั้น 6 ที่รู้จักมาตลอดฤดูกาล ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว 5555
อาร์เซน่อล : ภายหลังจากออกไปโดน คริสตัล พาเลซ กะซวกไส้แตกเมื่อคืนวันจันทร์ พวกเขาตามก้นทีมชั้น 4 อย่าง แมนฯ ซิตี้ อยู่ 7 แต้ม แม้จะแข่งขันน้อยกว่า 1 นัด แม้กระนั้นดูจากฟอร์มการเล่นของทีมสีหนาปืนโตและท้องนาต่อไปนี้มีแม้กระนั้นเสื่อมลงกว่าเดิม เพราะเหตุว่าไม่มีทั้งจิตวิญญาณและความหื่นหิวเหมือนคนที่กำลังจะใกล้ "เด๊ดห่า" อยู่รอมร่ออย่าว่าแต่ติดอันดับ 4 เหมือนเช่นเคยเลยครับ ฟอร์มนี้เอาเพียงแค่ป่ายปีนขึ้นไปอยู่ชั้น 5 หรือรักษาชั้น 6 ยังยากเลยครับคุณ!
เอฟเวอร์ตัน : ติดอยู่อยู่ในชั้น 7 มาอย่างช้านานแทบทั้งฤดูกาล เพราะเหตุว่ายังไม่ดีพอที่จะทำชั้นให้สูงเกินกว่านี้ เพียงแต่ก็ไม่ต้องห่วงเรื่องโดนแซง เพราะเหตุว่านำทีมชั้น 8 ของตารางอยู่ถึง 10 แต้ม

ทีมทอฟฟี่มีอาวุธหนักอย่าง โรเมรู ลูกากู ที่นำดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก ส่งผลให้พวกเขาไม่ค่อยเจอปัญหาในการตบทีมที่ชั้นต่ำกว่าตนเองให้หัวทิ่มสักเท่าไหร่ ฟอร์มการเล่นก็ออกจะสม่ำเสมอ ชนะในเกมที่ตนเองควรชนะ และแพ้ให้กับทีมที่ตนเองสมควรพ่าย
แต่ ถ้าหากนักฟุตบอลทีมปืนใหญ่ยังเล่นไล่เจ๊ย์ เอ๊ย! ไล่โค้ชอยู่อย่างนี้ เอฟเวอร์ตัน มีสิทธิ์ขยับขึ้นไปชั้น 6 พลางถีบ อาร์เซน่อล ตกลงไปชั้น 7 ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นก็ฮากันเลยทีเดียว
เวสต์บรอมฯ : ไม่มีอะไรให้จำต้องลุ้น เพราะเหตุว่าตามหลัง เอฟเวอร์ตัน 10 แต้ม และไม่ตกชั้นอย่างแน่แท้ แม้กระนั้นขอดุเป็นภาษามอนเตเนโกรหน่อยเหอะว่า "ไอ้เจสสสสเข้" เพราะเหตุว่าอาทิตย์ก่อนพวกเอ็งเล่นบุกไปยันเสมอ แมนฯ ยูไนเต็ด ถึงถิ่น แม้กระนั้นเกมถัดมากลับแพ้ วัตฟอร์ด แบบสบายๆก่อนโดน เซาธ์แฮมป์ตัน บุกมาอัดติดอยู่ถิ่นซะงั้น
เซาธ์แฮมป์ตัน : ฤดูกาลนี้เสียเนื้อเสียตัวผู้เล่นสำคัญไปเยอะแยะ แม้กระนั้นยังประคองตัวจบกลางตารางโดยไม่ต้องหนีตกชั้นแบบสบายๆ
วัตฟอร์ด : อาจจะไม่ดีเหมือนฤดูกาลก่อน แม้กระนั้นก็ไม่ได้ห่วยจนถึงเหลือเกินนักจนถึงคงจะอยู่สบายๆแถวกลางตาราง
เลสเตอร์ : ตั้งแต่แมื่อปลด เคลาดิโอ รานิเอปรี่ ออกมาจากตำแหน่งผู้จัดการทีม – เลสเตอร์ ซิตี้ ก็เปลี่ยนร่างกลับมาเป็น "แชมป์เก่า" ในความหมายของ "แชมป์เก่า" จริงๆแบบบิดาไม่เข้าใจตุ้มเช่นกันว่ามันเพราะอะไร พวกเขาชนะ 5 ครั้งติดกันในพรีเมียร์ลีก ก่อนแพ้ เอฟเวอร์ตัน เพราะเหตุว่าถนอมตัวสำคัญไว้เล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก
ว่าและก็ดีดตัวหนีโซนอันตรายขึ้นมาตรงกลางพลางทิ้งห่างทีมในที่สุดที่จะโดนถีบตกชั้นเป็น 8 แต้ม แถมแข่งขันน้อยกว่าอีก 1 นัด อย่างไรก็คงจะไม่ตกชั้นแน่ๆ
เบิร์นลี่ย์ : สถานการณ์บางทีอาจยังไม่ปลอดภัยต่อการตกชั้น กระนั้นเกมในบ้านที่แข็งแกร่งและดุดันมากจะช่วยทำให้พวกเขาเอาตัวรอดได้แบบแห้งสบายมากกว่าไม่ได้ใส่อะไรเลย
สโต๊ค : นำทีมในที่สุดที่จะตกชั้นอยู่ 8 แต้ม กับอีก 6 นัดที่เหลือ เพียงแค่ชนะบ้าง แพ้บ้าง สลับกันไปก็คงจะอยู่ต่อแบบไม่ตกระกำลำบากอะไรเท่าไรนัก
เวสต์แฮม : การย้ายจาก อัพตัน พาร์ค มาบ้านที่หลังใหญ่กว่าอย่าง ลอนดอน สเตเดี้ยมFun88กลับทำให้ผลงานของพวกเขาตกต่ำกว่าเมื่อซีซั่นที่แล้วซะแบบนั้น ฟอร์มการเล่นก็ออกจะน่าห่วง แม้กระนั้นก็ยังดีเกินกว่าที่จะตกชั้นในฤดูกาลนี้
บอร์นมัธ : อยู่เหนือโซนตกชั้น 7 แต้ม โดยเหลือ 6 เกม สมาชิกของ เอ๊ดดี้ ฮาว เป็นทีมที่เล่นได้บ้าดีเดือดและสร้างสรรค์กว่าอีกหลายๆทีมในพรีเมียร์ลีกจนถึงมั่นใจได้ว่าไม่กลับลงไปอยู่ในแชมเปี้ยนชิพแน่ๆ
คริสตัล พาเลซ : ตอนที่ แซม อัลลาไดซ์ มาคุมทีมใหม่ๆผลงานของ "ดิ อีเกิ้ลส์" ทั้งเฮงซวยและบัดซบมาก โดยแพ้ใครกันแน่เลยจนถึงมองดูมุมไหนก็ไม่น่ารอด

ทันใด "บิ๊กแซม" ก็เสกให้สมาชิกพุ่งเข้าชนชัยชนะถึง 4 เกมต่อเนื่องกันแบบซุกซนๆคริสติเตียนยง เบนเตเก้ กลับมาคลำเป้าได้ ในช่วงเวลาที่ วิลฟรีด ซาฮา ก็ฟอร์มจัดจ้านอย่างยิ่ง เกมล่าสุดไล่ขย่ม อาร์เซน่อล 3-0 แม้จะยังไม่ปลอดภัย เพราะเหตุว่าอยู่เหนือโซนอันตรายเพียงแค่ 6 แต้ม (แข่งขันน้อยกว่า 1 นัด) อย่างไรก็คงจะเอาตัวรอดได้เสร็จ

เลสเตอร์ vs แมนฯยูฯ


        ''แชมป์เก่า'' เลสเตอร์ ซิสตี้ตี้ ต้อนรับการมาเยี่ยมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นบิ๊กแมตช์ที่น่าสนใจอีกหนึ่งคู่ในอาทิตย์นี้
สถานะการณ์ทั้งสองกลุ่มที่ไม่เหมือนกันทำให้เดิมพันเกมนี้ข้นคลั่ก

"เดอะ ถูส์" อยู่อันดับ 16 มี 21 คะแนนห่างจากโซนตกชั้นแค่ 2 อีกทั้งอันดับสุดท้ายของตารางคะแนนเป็นซันเดอร์แลนด์ห่างเลสเตอร์แค่ 5 แต้ม ซึ่งก็กล่าวได้ว่าช่องว่างระหว่างพวกเขากับโซนตกชั้นมีความห่างไม่มากมายก่ายกองอะไร

ไม่ใช่แค่อันดับ 18 อย่างคริสตัล พาเลส เพียงแค่นั้นที่พร้อมแซงพวกเขา ตรงกันข้ามทั้งฮัลล์ ที่บุกไปจนถึงเสมอแมนฯยูฯ แล้วก็แมวดำมีโอกาสลดช่องว่างในเรื่องที่เลสเตอร์เสียท่าแพ้ในเกม มันเริ่มจากเกมนี้เมื่อต่อกรแมนฯยูฯ

ในทางเดียวกัน "ปีศาจแดง" กลุ่มที่รองประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ เป็นแฟนๆมานาน บุกมาคิง พาวเวอร์ เที่ยวนี้ไม้่มีช่องทางมากสักเท่าไรนัก แม้หวังพื้นที่ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีก ภายหลังจากเสียท่าเสมอฮัลล์ ซิตี้ อย่างน่าผิดหวัง

อันดับก็ไม่ขยับอยู่ที่ 6 มานานเต็มทน เพราะฉะนั้นเกมนี้ต้องบุกมาสอยเลสเตอร์ติดอยู่บ้านให้ได้ ไม่เช่นนั้นช่องว่างอันโดนยืดแล้วก็พวกเขาก็อยู่อันดับหกต่อไป

สถานะการณ์ที่ต้องการความมีชัยทั้งสองกลุ่มแบบนี้….ผมว่าเกมนี้แฟนบอลได้กำไร ไม่มีเล่นเกมแทกติก ดึงเกม เพราะผลเสมอทำให้เกิดโทษและส่งผลเสียรวมทั้งไม่ดีต่อทั้งสองกลุ่มแน่ๆ

ว่ากันถึงเจ้าบ้านขณะนี้ เคลาดิโอ รานิเอรี เผชิญหน้ากับปัญหายิ่งใหญ่ ไม่ใช่เพราะคนมุ่งหวังเรื่องแชมป์เก่า โน่นมันเป็นเทพนิยายที่จบไปแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือพวกเขาแปลงเป็นกลุ่มที่ต้องลุ้นเรื่องอยู่รอดไหมรอดในพรีเมียร์ลีก

แม้นักฟุตบอลได้ขวัญแรงใจจากท่านเจ้าคุณธงชัย ที่อวยพรว่าเลสเตอร์ไม่ตกชั้น แม้กระนั้นตอนนั้นสถานะการณ์มันสุ่มเสี่ยงมาถึงจุดนี้แล้ว จะร้อยเปอร์เซนต์อาจไม่ได้ นักฟุตบอลต้องสู้สุดกำลังเพื่อความอยู่รอดปลอดภัยในลีกสูงสุด

มองคะแนนแล้วเลสเตอรา์เก็บได้ 21 แต้มจาก 23 เกม เป็นตัวเลขที่ชั่วร้ายที่สุดในฐานะแชมป์เก่าที่ลงเล่นซีซั่นต่อมา ที่สำคัญฟอร์มตกแบบสุดๆมันเกิดขึ้นด้วยสถิติที่ว่าไม่ยิงประตูคนใดกันแน่มาสี่นัดติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับหมดยุค ไนเจล เพียร์สัน เมื่อ เดือนพฤศจิกายน 2014

ยุค เพียร์สันเมื่อสามปีก่อนนั้นไม่ยิงคนใดกันแน่ 5 นัดติดต่อกัน

อีกทั้งเกมนอกคิง พาวเวอร์ ในปีนี้แปลงเป็นจุดบอดของเลสเตอร์ ไปแล้ว พวกเขายังไม่ชนะคนใดกันแน่นอกบ้านเลยในลีกเก็บได้ 3 แต้มจากผลเสมอ 3 นัดนอกเหนือจากนี้แพ้เรียบ คิดเฉพาะตารางนอกบ้านเลสเตอร์ อยู่อันดับ 19 เป็นอันดับตกชั้น

ยังดีที่ คิง พาวเวอร์ ยังมีพาวเวอร์ให้นักฟุตบอลได้ลุยสู้ พวกเขาได้ 18 แต้มในบ้าน อันดับคะแนนเฉพาะในบ้านอันดับ 10 อยู่รอดปลอดภัยสบายๆถ้าไม่คิดมากเล่นในบ้านต้องชนะให้บ่อยๆเข้าไว้ พวกเขามีโอกาสรอดพ้นการตกชั้น

อันนี้เป็นสูตรพื้นฐานของกลุ่มที่ลุ้นรอดไม่รอดในแต่ละปี

เกมในบ้านดี มีแต้มตลอด แบบนี้ไม่ตกชั้นแน่ๆยืนยันได้เลย หลายทีมใช้สูตรนี้บรรลุเป้าหมาย มาแล้วทั้งหมด

ปัญหาของ รานิเอรี ยังคงมีอีกหนึ่งเรื่องเป็นภาวะกลุ่มของพวกเขาที่แม้จะใหญ่ขึ้น มีเงินทุ่มซื้อนักฟุตบอลเพิ่มมากขึ้น แต่กลับปรากฏว่านักฟุตบอลค่าจ้างแพงดีกรีระดับกลุ่มชาติหลายๆคน กลับไม่ได้ช่วยกลุ่มแล้วก็เล่นไม่เข้าระบบอะไรเลย

แตกต่างจากโนเนมทั้งหลายที่เล่นกับกลุ่มมาตลอดยุค รานิเอรี กลับทำเป็นดีกว่าแจ่มชัด

การที่นักฟุตบอลใหม่ศักยภาพสูงๆไม่อาจจะเล่นได้ดิบได้ดีนั้น เป็นปัญหาที่ทำให้ รานิเอรี ปวดศรีษะเฉพาะในลีก ซึ่งตรงกันข้ามกับชปล. ที่พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์เข้ารอบนอคเอาต์ได้เร็ว ทั้งที่พึ่งแข่งชปล. เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร

จุดนี้…รานิเอรี ต้องรีบแก้ไข เพราะช่วงกลางเดือนชปล. จะมาบวกอีกสองนัด นี่ยังมีเกมเอฟเอ คัพ รีเพลย์ให้เหนื่อยเล่นอีกหนึ่งเกม เพราะฉะนั้นแต้มต้องมา ต้องได้ ความมีชัยต้องเกิดขึ้น จะเริ่มในเกมกับแมนฯยุไนเต้ดเลยมั้ย

ผมเห็นว่า…ถ้าพวกเขาชนะปีศาจแดงได้ ความมั่นใจ เชิงจิตวิทยาจะมาเพิ่มมากยิ่งกว่าสามคะแนน

รานิเอรี เองก็อยากกระตุ้นลูกทีมให้ลุยสู้กับแมนฯยูฯ แล้วก็เน้นความมีชัยหรืออย่างชั่วร้ายเสมอแมนฯยูฯ ก็ไม่เสียหายอะไร ช่องว่างบางทีอาจถูกต่ำลง แม้กระนั้นชั่วโมงนี้แต้มเดียวก็ต้องเอาแล้วละครับ อย่าคิดเป็นแบบอื่น

แล้วเกมนี้ รานิเอรี จะจัดกลุ่มของเขาเช่นไรดี

ปีนีต้องสารภาพว่านอกเหนือจากปัญหาเรื่องกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นแต่กลับเล่นในลีกได้แย่ลง ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่พวกเขามี ริยาด ปีศาจเรส เป็นหัวหอกเกมรุกมาตลอดหนึ่งปีที่ได้แชมปฺ ปีนี้ ปีศาจเรส โดนจับทางได้ ตัวเขาเองก็ไม่มหัศจรรย์เหมือนปีที่ผ่านมา

เกมรุกเลยขาดความน่าสยดสยองลง…ประกอบกับ เจมี วาร์ดี ก็ไม่สบโอกาสรับบอลงามๆแล้วก็หลายทีมเล่นกับเลสเตอร์ก็ไม่บุกมาก เน้นเชิง ตั้งรับรอคอยสวนเช่นเดียวกันเลยแปลงเป็นงานยากไปสำหรับเลสเตอร์

มันเป็นปัญหาที่มารวมตัวกันกระทั่งทำให้ รานิเอรี ปวดศรีษะ แม้กระนั้นแต่เชื่อว่า รานิเอรี น่าจะยังใช้ขุมกำลังเก่าสู้กับแมนฯยูฯ เป็นเอานักฟุตบอลชุดเก่าๆเป็นแกน แนวรับไม่ต้องกล่าวหลับตานึกภาพออกสำหรับ 5 ป้อมข้างหลังของพวกเขา รวม ชไมเคิล ด้วย

กลางรับ แดนนี ดริงค์วอเตอร์ คุมเกมพร้อมกับ เอนดิดี แล้วก็ อัลไบรท์ตัน ส่วนแนวรุกสามคน วาร์ดี, ปีศาจเรส แล้วก็ เดมาไร เกรย์ ในระบบ 4-3-3 ดูให้ดี โอกาซากิ ปีนี้กลายเป็นผู้เล่นสำรองบ่อยมาก

รานิเอรี ไม่น่าจะเน้นเกมรุกสู้แมนฯยูฯ แน่ๆ การตั้งรับจะแบบไหนอีกหนึ่งเรื่องนะครับ

รับลึกหน้าจุดโทษหรือเต็มพื้นที่ในแดนตัวเอง คุมโซน รอคอยดักจังหวะ ผีพลาดแล้วสวนกลับ ปล่อยให้ กลุ่มมูรินโญ เซตบอลบุกเข้าพบ แทกติกของ รานิเอรี น่าจะออกมาแบบนี้ เพราะอย่าลืมว่านัดปัจจุบันโดนสอยเปรอะที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด 4-1

เชื่อว่าในบ้าน รานิเอรี ไม่อยากให้แมนฯยูฯ เล่นกับพวกเขาได้อย่างนั้นอีก

เหมือนกันนะครับปีนี้พบแมนฯยูฯ ตั้งแต่ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ แล้วก็พรีเมียร์ลีก แพ้ 2 นัด แม้กระนั้นโน่นไม่ใช่ที่บ้านของเลสเตอรฺ์ เพราะฉะนั้นต่อหน้าแฟนตัวเองเกมนี้ จะปล่อยให้เป็นนัดลำดับที่สามต่อเนื่องกันต่อผีแดงไม่ได้โดยเด็ดขาด

มันต้องมีอะไรพิเศษแงะมาสู้…โน่นเป็นเกมรับแล้วรอคอยสวนซึ่งพวกเขามีทีเด็ดอยู่แล้ว

ทางฝั่งแมนฯยูไนเต็ด ของ มูรินโญ โดนแฟนบ่นยับข้างหลังเสมอฮัลล์ ซิตี้ 0-0 ทำให้่อันดับไม่ขยับ ในขณะที่กลุ่มบนพลาดหลุดเสมอกับแพ้ พวกเขาแข่งขันคราวหน้ากลับไม่อาจจะฉกฉวยโอกาสนั้นเอาไว้ได้

ยังแช่อยู่ที่ 6 ต่อไป

เกมนี้ มูรินโญ น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเพศผู้เล่นอีกคราวหน้าจากนัดก่อนจะว่าไปก็พลาดเช่นเดียวกันที่ไม่มี เฟลไลนี ลงไปในสนาม แม้แต่ชื่อสำรองก็ไม่มี ข่าวสารก็ไม่ได้กล่าวว่าเจ็บอะไร แม้กระนั้นเพราะเหตุใดไม่ได้ลงเล่นในขณะที่ ฟู ยังเพียงพอมีคุณประโยชน์ต่อเกมที่มันทื่อๆแล้วทำอะไรคู่แข่งไม่ได้

นัดนี้เชื่อเลยว่า เฟลไลนี จะกลับมาเล่นตัวจริง เช่นเดียวกันกับตัวรุกอีกคนหนึ่งเป็น มาร์กซิยาล ส่วนนักฟุตบอลที่แฟนผีอยากมองเห็นลงไปในสนามเยอะที่สุด แม้กระนั้น มูรินโญ อาจไม่ใช้เป็น บาสเตียน ชไวน์สไตนร์

ไม่รู้ว่าโกรธแค้นอะไรนักหนา…

ชไวนี พิสูจน์ให้มองเห็นแล้วว่าเขาเองมืออาชีพ ในขณะที่นักฟุตบอลระดับเขาผ่านเกม ผ่านการบรรลุผลมากยิ่งกว่า ไมเคิล คาร์ริค ด้วยซ้ำ อายุก็น้อยกว่า จะกล่าวว่าเก่งกว่าก็ได้อยู่นะครับ แม้กระนั้น มูรินโย กลับมองข้าม

ให้เล่นเพราะตอนนี้กองกลางไม่มีผู้ใดเหลือแล้ว เมื่อขาย มอร์แกน ชไนเดอลิน ออกไปจากกลุ่ม

ชไวนี ยังมีคุณประโยชน์กับเกมระดับนี้ แล้วก็เขาเองมืออาชีพ ซุ่มฝึกซ้อมกับกลุ่ม ไม่คิดย้ายกลุ่มไปไหน อยากพิสูจน์ตัวเองว่ามีคุณประโยชน์กับกลุ่ม แม้กระนั้น มูรินโญ กลับไม่เลือก ให้เล่นแบบเสียไม่ได้ ต้องมองว่านัดนี้จะใช้ไหม (อาจไม่ใช้)

ดูแล้วการจัดตัวอาจออกมาเป็น คริส สมอลลิง กับ มาร์กอส โรโฮ, บลินด์, วาเลนเซีย กลางก็ เฟลไลนี, คาร์ริค, ป๊อกบา พร้อมกับ มคิทาร์ยาน, มาร์กซิยาล แล้วก็ อิบราฮิโมวิช เชื่อว่านัดนี้ มาร์กซิยาล น่าจะสบโอกาสลงเล่นตัวจริง ถ้าไม่ใช่ก็ ฆวน มาต้า

มูรินโญ อาจต้องอ่านไต๋ของ รานิเอรี ออกว่าแม้เป็นเจ้าบ้านแม้กระนั้นไม่น่าบุก เน้นเกมโต้กลับเพือหวังผลจู่โจมหักหลังแมนฯยูฯ เพราะฉะนั้นเขาถูกบีบให้ต้องบุก ก็อาจบุกแบบไม่พรวดพราด แล้วก็หวังจู่โจมริมเส้น รวมถึงใช้ลูกตั้งแต่ ลูกครอสให้มีคุณประโยชน์เยอะที่สุด

มี เฟลไลนี อยู่แล้วไม่ต้องกลัว

แม้..เลสเตอร์ มีคู่ซี้ ฮูธกับ มอร์แกน ที่เล่นลูกกลางอากาศดี แม้กระนั้นหามสองข้างของเลสเตอร์ ก็ไม่ได้เล่นลูกกลางอากาศได้ดิบได้ดีเท่า เชื่อว่าการจู่โจมของ มูรินโญ ถ้าเน้นภาคพื้นอากาศ เขาน่าจะเลือกเสาสองแล้วก็เสาแรกเป็นหลัก มากยิ่งกว่าบอมเข้าไปแถวจุดโทษ

ไม่ว่าจะเป็นเตะมุม, ฟรีคิก หรือการเปิดบอลจากด้านข้าง กล่าวคือมันต้องให้่ผ่านหัว ฮูธ กับ มอร์แกน โดย อิบราฮิโมวิช เป็นตัวหลอก หรือไม่เช่นนั้นก็วัดกันไปเลย ทั้งอิบรา, เฟลไลนี ซึ่งก็สู้ได้อยู่นะครับ ถ้าแย่งโหม่งกัน

ที่เน้นตามมาเป็นบอลจังหวะสอง ในกรณีที่ คู่เซนเตอร์เลสเตอร์ ชิงโหม่งได้ บอลหลุดออกมาพื้นที่อันตราย ผู้เล่นแถวสองของผีแดง ต้องมีส่วนช่วยเก็บบอล หนุนไปใหม่หรือเซตบอลเพื่อหาจังหวะยิงประตู

หมากของ มูรินโญ น่าจะออกมาแบบนี้

บอลด้านข้าง ครอสเข้ามาจะใช้มากมายแล้วก็เน้นเซตพีส เพราะดูแล้วเจาะตรงกลางแน่นแน่ เลสเตอร์ รับเต็มพิกัด

ส่วนแฟนผีก็ต้องลุ้นประเด็นการจบสกอร์ของพวกเขาว่าจะเด็ดขาดมากน้อยแค่ไหน เพราะปัญหาตอนนั้นไม่ใช่เรื่องอื่นใด นอกเหนือไปจากการยิงประตูของพวกเขาที่ต้องเฉียบขาดมากยิ่งกว่านี้ ไม่ใช่ทิ้งขว้างจังหวะทอง

และแล้วค้อนปลดแอกแล้ว

จะดี-ร้ายสักเท่าใด เวสต์หมูแฮม ยูไนเต็ด ก็น่าจะมีที่ยืนในสังคมพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้าต่อไป หลังพึ่งกำชัยล้ำค่าในเกมพนันแต้มไป-กลับเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ชัยเหนือสวอนซี ซิตี้ จากประตูโทนของ เชคู ฉันยาเต้ ได้ส่งให้กลุ่มขุนค้อนของ สลาเวน บิลิช หายใจเตียนโล่งคอขึ้นเยอะแยะในชั้น 14 ของตารางคะแนน เหนือสิ่งอื่นใดยังดีดตัวทิ้งห่าง "หงส์ขาว" คู่ปรปักษ์ในสนามเมื่อวันวานไปไกลถึง 8 แต้มอีกต่างหากก็เลยนับว่าเป็นแมตช์เป็นอิสระสำหรับชาว "เดอะ แฮมเมอร์ส" อย่างแท้จริง หลังพบเจอระยะเวลาตกอับสุดชี้แจงปราชัยในลีก 5 นัดรวด ไล่ตั้งแต่พ่ายแพ้เชลซี 1-2, บอร์นมัธ 2-3, เลสเตอร์ 2-3, ฮัลล์ ซิตี้ 1-2 และก็อาร์เซน่อล 0-37 เกมติดต่อกันไม่ชนะใคร ได้แค่ 2 แต้มจากผลเสมอเวสต์บรอมวิช 2-2 และก็วัตฟอร์ด 1-1ย้อนไกลกว่านั้น 9 แมตช์ล่าสุดได้เฮเพียงแค่เพียงอย่างเดียวจากทริปลุยใต้ไปตีเซ่าธ์หมูแฮมป์ตัน 3-1
เพลานี้ลักษณะอากาศในกรุงลอนดอนช่างสดใสสมกับฤดูใบไม้ผลิ มีแดดออกลมพัดพอดี ถ้าหากแต่ว่าคนละอารมณ์กันอย่างสิ้นเชิงในหมู่กองเชียร์เวสต์หมูแฮม
สลาเวน บิลิช ผู้จัดการกลุ่มชาววัวรแอตเรียกร้องให้ลูกทีมยืนหยัดต่อสู้ร่วมกันระหว่างแถลงข่าวก่อนแมตช์ และก็ท้ายที่สุดก็มาได้รางวัลทดแทน
รูปเกมโดยรวมอาจไม่ค่อยสวยงาม ต่อเมื่อแง่งามคือ "ชัย" และก็ผลหน้าที่การงานเล่นเกมรับที่น่าประทับใจ ไม่เสียประตูคราวแรกในรอบ 11 นัด
ไลน์-อัพเปลี่ยนแปลงเพียงแค่ตำแหน่งเดียวจากนัดเยือนอาร์เซน่อลเมื่อกึ่งกลางสัปดาห์ โดยส่ง โรเบิร์ต สน็อดกราสส์ ลงตัวจริงแทน แอนดี้ สนใจโรลล์ หอกร่างใหญ่ซึ่งสภาพร่างกายไม่ฟิต
มองตามกรรมวิธียืน สน็อดกราสส์ ลงเลื้อยขอบทางขวา อีกฟากเป็น มานูเอล ลันซินี่ ส่วน มิคาอิล อันโตนิโอ ถูกดันเล่นกองหน้าสลับกันสังกัด อันเดร อายิว ผู้ได้ลงล่าตาข่ายต้สังกัดเก่า
นอกจากนี้อย่างเดิม มาร์ค โนเบิล กัปตันกลุ่มคุมดินแดนกึ่งกลางร่วมกับ ฉันยาเต้ แบ็กโฟร์มี แซม บายแรม, โชเซ่ ฟอนเต้, เจมส์ คอลลินส์, อาร์กตูร์ มาซูอาฉัน และก็ผู้รักษาประตู ดาร แรนดอล์ฟ
ลูกทีมของ บิลิช ทุ่มเทเป็นพิเศษตั้งแต่อาจารย์ เควิน เฟรนด์ เป่านกหวีด มีลุ้นกะทันหันจากจังหวะของ อันโตนิโอ รวมทั้งจังหวะที่ ลูคัส ฟาเบียนสกี้ ตะปบลูกโขกเผาขนจาก สน็อดกราส์ บนเส้นประตูพอดี
เวสต์หมูแฮมทำสกอร์นำจนได้ใน "ระยะเวลานรก" นาที 44 จากบอลเริ่มแรกที่ โนเบิล ผู้สังสรรค์สวมเสื้อเลือดหมู-ฟ้าครบหลัก 400 ป้ายขึ้นหน้าให้ สน็อดกราสส์ มอบให้พาน ฉันยาเต้ ตะบันเต็มข้อ 25 หลาแทงตูดตาข่าย
ชอตต่อมา ห้องเครื่องกลุ่มชาติเซเนกัล ล้นเข้าไปสวมกอดกับแฟนบอลที่นั่งใกล้ขอบสนามทันที–นี่คืออารมณ์ร่วมที่ต่างข้างต่างแสดงออกให้มีความเห็นว่ามุ่งมาดปรารถนาชัยเต็มที่ไหน
เป็นโมเมนต์น่าประทับใจจนมาโดนติดเบรกด้วยใบเหลืองแจกให้ตามกฎการประลอง ซึ่งบางเวลาก็รู้สึกว่าควรจะหยวนๆกันหน่อยในเมื่อมันไม่ใช่การกระทำร้ายแรง หรือทีท่ายั่วยวนศัตรูอะไรเลย
ส่วนร่วมแอสซิสต์ของจอมเลื้อยกลุ่มชาติสกอตแลนด์ก็นับเป็นเรื่องที่ดี หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ฟอร์มการเล่นอยู่เป็นประจำมาตั้งแต่แมื่อย้ายจากฮัลล์ในตอนตลาดหน้าหนาว

ขณะที่เหลือไม่มีสกอร์เพิ่ม กระนั้นจำต้องชมนายทัพหลังบ้านเวสต์หมูแฮมที่เล่นกันมีระเบียบวินัย ช่วยกันกันเข้าซ้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คอลลินส์ และก็ บายแรม ต่างบล็อกจังหวะสำคัญไว้ได้ในช่วงท้ายเกม
สิ้นเสียงนกหวีดไปด้วย 3 แต้มแสนล้ำค่า แต่ว่ามีปัญหาตามมาให้ บิลิช จำต้องขบคิดอีกกระทอกจากการสูญเสียคีย์แมนถึง 2 หน่อโนเบิล กัปตันวันแมนคลับโดนใบเหลืองในนาที 38 สะสมยอดครบเลข 10 พร้อมโทษพักหน้าแข้ง 2 นัดหน้า
ไม่เพียงแค่นั้น อันโตนิโอ ปีกเจ้าเวหาตัวท็อปสกอร์ 9 ประตู ยังมาเจ็บเอ็นหลังต้นขา กระทั่งจำต้องขอเปลี่ยนแปลงออกเองในไม่กี่อึดใจก่อนได้ประตูนำ
ตัวรุกวัย 27 ได้ขึ้นบัญชีหน้าแข้งเดี้ยงตาม อารอน เครสส์เวลล์, วินสตัน รีด, อันเจโล อ็อกบอนน่า และก็ เปโดร โอเบียง ซึ่งเดี้ยงไปก่อนหน้าแต่ละรายนามที่ว่ามาล้วนแล้วแต่เป็นนายทัพตัวจริงทั้งนั้นเลย!
อย่างไรสิ่งจำเป็นที่สุดก็คือชัย ซึ่งทำให้เวสต์หมูแฮมเก็บแต้มรวมทั้งสิ้น 36 ขออีกเพียงแค่ 4 จาก 6 เกมท้ายก็พอเพียงการันตีรอดตายตามมาตรฐานค่าเฉลี่ย
ต่อเมื่อใช้ตรรกะเดียวกันก็น่าห่วงทีเดียวสำหรับสวอนซี ซึ่งมีเพียงแค่ 28 คะแนน โดนฮัลล์ถีบส่งลงโซนแดงตั้งแต่เมื่อมิดวีกในช่องว่าง 2 แต้ม
มองดีขึ้นขึ้นกับดีๆในโดยพลันที่ พอล คลีเมนต์ เข้ามารั้งบังเหียนรับช่วงต่อ บ็อบ กางร็ดลี่ย์ ผลสุดท้ายท่าจะเข้าอีหรอบเดิมซะอย่างงั้น! รวมผลปราชัยที่โอลิมปิก สเตเดี้ยมไปด้วย กลุ่มแว่นแคว้นเวลส์ได้แค่แต้มเดียวเพียงแค่นั้นในรอบ 5 เกมที่ผ่านมา
1 แต้มดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วมาจากแมตช์ในบ้านกับมิดเดิ้ลสโบรช์ โดยเสมอ 0-0 แบบเกือบแพ้ถ้าหาก รูดี้ เชสเตด หอกอาคันตุกะโหม่งตรงเป้าแม่นๆอีกนิดเมื่อวันพุธที่ผ่านมาก็โดนสเปอร์สรัวแซง 3 เม็ดในตอน 2 นาทีท้ายรวมทดเจ็บค้างรังลิเบอร์ตี้ สเตเดี้ยมอีกต่างหากในทริปบุกสังเวียนย่านสแตรทฟอร์ดยิ่งหนัก ส่องตรงเป้าแค่ 1 คราวตลอด 90 นาทีจังหวะชัดเจนจริงๆจำต้องรอคอยถึงครึ่งหลังจาก ลูเซียโน่ นาร์ซิงห์ ปีกสำรองชาวดัตช์ซัดผ่านคาน
ปัญหาของกลุ่มหงส์ขาวนอกเหนือจากเสียประตูง่าย มิได้คลีนชีตนอกบ้าน 15 เกมรวด ก็ยังมีใจความสำคัญเกมรุกที่ลดประสิทธิภาพไปเยอะแยะเมื่อไร้เงา เฟร์นานโด ยอเรนเต้ ติดโผ 11 คนแรก
หอกยักษ์เลือดบาสก์เจ็บข้อเท้าจนวืดทั้ง 2 นัดก่อน กระนั้นพอกลับมาสำรองได้เมื่อวันเสาร์ก็ยังขาดแมตช์ฟิต สร้างอันตรายอะไรมิได้เลย
ความหวังพังสกอร์จำต้องฝากฝังไว้กับ จอร์แดน อายิว น้องชายแท้ๆของ อันเดร ซึ่งสัมผัสบอลในกรอบเขตโทษแทบนับครั้งได้เลยกิลฟี้ ซิกูร์ดส์สัน นักเตะที่ยอดเยี่ยมของกลุ่มก็มาเจอเกมที่เงียบ ออกฤทธิ์ไม่ออกซะอีกอีกปัญหาหนักหนาสาหัสกว่าคือ "ประสิทธิภาพเชิงลึก"
พอล คลีเมนต์ แทบยึดตัวจริงชุดเดิมตลอด 3 นัดหลังที่ไม่มี ยอเรนเต้ เปลี่ยนแปลงแค่จุดเดียวตรงปีกขวา–นาร์ซิงห์ ลงเจอโบโร่ ก่อนปรับเอา เวย์น เราท์เล็ดจ์ ลงเลื้อยในแมตช์บู๊สเปอร์ส และก็เวสต์หมูแฮม
นอกจากนี้อย่างเดิมเด๊ะ ฟาเบียนสกี้ เฝ้าเสา แผงหลังมี ไคล์ นอห์ตัน, เฟเดริโก้เก๋ เฟร์นานเดซ, แอลฟี้ มอว์สัน, มาร์ติน โอลส์สัน ดินแดนกึ่งกลาง ลีรอย แฟร์, แจ็ค คอร์ก, ทอม สนใจโรลล์ ตลอดจนสามผสานข้างหน้าอย่าง เราท์เล็ดจ์, อายิว และก็ สิกข์กี้
ครั้นหันไปยังชอยส์อื่นๆและจากนั้นก็อ่อนจิตอ่อนใจ ไม่นับ ยอเรนเต้ ก็มี กี ซอง-เยือง ห้องเครื่องเกาหลีใต้ที่ดร็อปลงไปเยอะแยะ, เจฟเฟอร์สัน มอนเตโร่ จอมเลื้อยเอปัดกวาดอร์หมดสภาพเดี่้ยงไปนานอ่อำเภอ..เกือบลืม บอร์ฆา บาสโตน ดาวยิงประเทศสเปนค่าตอบแทนแพง ผู้ยังปรับตัวมิได้ตั้งแต่แมื่อย้ายมาจากแอต.มาดริดอีกคน! อย่างไรก็แล้วแต่ คลีเมนต์ จะได้เปลี่ยนแปลงโผแน่ๆ2 ตำแหน่งในนัดหน้าที่บ้านวัตฟอร์ดยอเรนเต้ น่าได้คืนตัวจริงในเมื่อใช้งาน อายิว คนน้องแล้วไม่เวิร์กนอกเหนือจากนั้น คอร์ก มิดฟิลด์กัปตันกลุ่มดันข้อเท้าเดี้ยงเพิ่ม จำต้องลุ้นฟิตตัวโก่งแต่ว่าแนวโน้มชวดมีสูงเวลาไม่รออยู่ คลีเมนต์ แอนด์วัว จำต้องรีบคิดรีบทำนำพาสวอนซีกลับมาเก็บแต้มให้ได้ราวกับระยะแรกๆที่เข้ามารับงาน

สมิงดุคัมแบค

รู้ข่าวมาสักระยะแล้วนะครับว่ามี "เสือ" ตัวหนึ่งกำลังก่อกวนอยู่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส สร้างความทุกข์ร้อนให้ราษฎรใน ลีก เอิง อย่างจงหนัก

แม้กระนั้นก็มิได้ตื่นเต้นจั๊กแหล่นหรือตะลึงงันอะไรเยอะมาก ด้วยคิดว่า ลีก เอิง เป็นสมรภูมิหน้าแข้งที่อุดมด้วยทีมที่มีความอู๊ดดี้สูง หรือพูดง่ายๆว่า "หมู" นั่นแหละ

ข่าวสารการระเบิดตาข่ายแบบถล่มทลายในศึก ลีก เอิง ของกองหน้าระดับดาวดังคนหนึ่งจึงไม่ใช่เรื่องน่าฉงนใจอะไร

ขนาด มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่เปลี่ยนร่างเป็นสากกะเบือทื่อๆทิ่มดาร์กซ์ผู้ใดกันแน่ก็มิได้เมื่ออยู่ในพรีเมียร์ลีกยังยิงกระจัดกระจายได้เลยคุณ!

หลักฐานสำคัญคือผู้เล่นประเภทดาวซัลโวตีนพระกาฬจากลีกสูงสุดของฝรั่งเศสมักจะประสบปัญหา ผลิตสกอร์ได้ไม่กระจัดกระจายเหมือนเดิมในสมรภูมิหน้าแข้งที่ฮาร์ดคอร์มากกว่าอย่างพรีเมียร์ลีก

เช่น มารูอาน ชามัค, โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ หรือ บาเฟว่ากล่าวมบี้ โกมิส รวมถึงรุ่นเก่าๆอย่าง สเตฟาน กีวาร์ซ หรือ ฌิบริล สิสเซ่

เมื่อมาตะบันหน้าแข้งในลีกที่มาตรฐานสูงมากขึ้น ระดับความยากเยอะขึ้น – ปริมาณประตูก็ต่ำลงตามแบบแผน

อนึ่ง ขออนุญาตเว้นเสียแต่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ที่อยู่เหนือกฏเกฌฑ์ข้อนี้

ฤดูนี้ ราดาเมล ฟัลเกา ลงเล่นให้ โมนาโก ใน ลีก เอิง ไปแล้ว 20 นัดหมาย โดยกระหน่ำไปแล้วถึง 16 ดอก

ค่าเฉลี่ยในการทำลายตาข่ายให้สิ้นซากนับว่าสูงมากมายนะครับ แม้กระนั้นก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่าบางเวลาอาจเกิดขึ้นเนื่องจาก ลีก เอิง นั้นมีอัตราความอู๊ดดี้สูงมากเกินกว่าที่จะออกอาการวี๊ดว้ายอะไรออกมา

การอยู่กับทีมที่อุดมด้วยดาวดังอย่าง โมนาโก แถมจัดเป็นทีมที่อยู่สูงสุดของห่วงโซ่อาหารของ ลีก เอิง ในฤดูนี้บางทีอาจมีส่วนช่วยเหลือและก็เกื้อกูลให้ "พี่เสือ" ถล่มประตูแบบเป็นกอบเป็นกำ…ก็..เป็น..ได้

กระทั่งเมื่อคืนนี้วันอังคารก่อนหน้านี้

วลีไทย "สิบขว้างกว่าไม่เท่าตามองเห็น" ก็ปฏิบัติหน้าที่ของมันอย่างเคร่งครัดอีกรอบ

แมนฯ ซิตี้ เปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของ โมนาโก ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 16 ทีมในที่สุด นัดแรก ท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมจึงได้มองเห็นฟอร์มการเล่นของ ราดาเมล ฟัลเกา แบบเต็มๆอีกรอบ นับตั้งแต่เดินคอตกออกจากชุดแต่งกายอสุรกายแดง ข้างหลังจบฤดู 2014-15 ก่อนที่จะพบข้อเท็จจริงว่าพี่เสือกลับมาแล้ว

กองหน้าวัย 31 ผู้นี้คล่องแคล่วขึ้นเยอะแยะเลยทีเดียวขอรับ

ราดาเมล ฟัลเกา ทำเป็น 2 ประตูในเกมนี้

ประตูแรกจากการทะยานเข้าไปชนลูกตุงตาข่าย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสัญชาติญาณของนักล่าและก็วิญญาณของเพชฌฆาตที่กลับมาสิงร่างอีกรอบ

ส่วนประตูที่ 2 จำเป็นต้องใช้คำว่า "เหนือดุจเทพ"

พี่เสือมึงโจมตีกำแพงข้างหลังค่าตัวเกือบจะ 50 ล้านปอนด์อย่าง จอห์น สโตนส์ จนกระทั่งเสียหมา ก่อนบรรจงชิพข้ามหัวผู้เฝ้าประตูของ แมนฯ ซิตี้ อย่างเหนือชั้นสุดๆ

แม้จะฆ่าจุดลูกโทษพลาดไปแบบกล้วยๆแถม โมนาโก เป็นข้างพ่าย แม้กระนั้นก็พอเพียงจะอนุโลมได้ว่า ราดาเมล ฟัลเกา กลับมาเป็นสุดยอดดาวถล่มประตูเสมือนที่ตัวเขาเองเคยเป็นอีกรอบ

คิดแล้วหลังจากนั้นก็เสียดายจัง อิอิอิ

ทวนเข็มนาฬิกากลับไปสักราวๆ 4-5 ปีที่แล้ว

ณ จุดนั้น ราดาเมล ฟัลเกา ขึ้นชื่อว่าเป็นศูนย์หน้าตีนวางอันดับที่หนึ่งของโลก (และก็ดาวอังคาร)

2 ฤดูที่เป็นโคตรเพชฌฆาตให้ แอตเลว่ากล่าวโก มาดริด กองหน้าทีมชาติโคลอมเบียผู้นี้ไล่ถล่มประตูคู่แข่งไปถึง 70 ดอก

โน่นทำให้โคตรมหาเศรษฐีทีมหนึ่งอย่าง โมนาโก จำเป็นต้องเอาฟ่อนแบงค์ไปห่อตัวเขาออกมาจากทีมยี่ห้อหมีหน่วยรบเฉพาะกิจ

ฤดู 2013-14 ภายหลังที่ลงเล่นให้ โมนาโก ไป 19 นัดหมาย โดยกระหน่ำไป 11 ประตู "เอล ว่ากล่าวเกร" ก็มีอันจำเป็นต้องเจ็บอย่างจงหนัก นอกจากจะอดลงเล่นในศึกบอลโลก 2014 ที่บราซิล ยังถูกลักพาตัวไปจากฟลอร์ต้นหญ้าตรงเวลากว่าครึ่งปีเลยทีเดียว

หายเจ็บกลับมาก็กลายเป็นข่าวใหญ่ เมื่อ แมนฯ ยูไนเต็ด ตกลงขอยืมตัว ราดาเมล ฟัลเกา มาจาก โมนาโก มาใช้งานด้วยค่าแรงงานอันอย่างใหญ่โต ท่ามกลางความปรีด์เปรมเกษมศานต์ของคนขายวิญญาณให้อสุรกายแดงทุกกลุ่มเหล่าที่พากันซอกซอยบั้นกระเด้ายิกๆๆๆๆๆๆโทษฐานที่ทีมตนเองได้ดาวยิงอันดับที่หนึ่งของโลกมาเป็นหน่วยล่าฆ่า

แม้กระนั้นก็อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วนั่นแหละขอรับ

ฤดู 2014-15 "พี่เสือ" ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปทั้งผอง 29 นัดหมาย โดยยิงได้แค่ 4 ประตูเพียงแค่นั้น

อย่าว่าแต่ว่าถล่มตาข่ายเลยขอรับ แค่จับบอลยังไม่ค่อยจะอยู่เลย

จากเสือร้ายแปลงเป็นเสือกระบากชัดๆ(โถ…พ่อคุณ)

สภาพร่างกายนี่แหละคือปัญหาใหญ่ ราดาเมล ฟัลเกา พึ่งกลับมาจากลักษณะการป่วยแข้งอย่างหนัก แถมห่างเหินจากการเริงระบำบนฟลอร์ต้นหญ้าไปนานเกินกว่าที่จะปรับสภาพให้กับสมรภูมิหน้าแข้งที่มีทั้งความรวดเร็วและก็เอาจริงเอาจังมากมายอย่างพรีเมียร์ลีก

เมื่อเล่นมิได้ และก็ยิงมิได้ – ความเชื่อมั่นและมั่นใจก็เริ่มลดน้อย ยิ่งยิงมิได้ ความเชื่อมั่นและมั่นใจก็ยิ่งหดหาย

ฤดูแรกของเขาในเครื่องแต่งตัวอสุรกายแดงนับว่าล้มเหลวหมดรูป

ถ้าหากพวกเรามั่นใจว่า ราดาเมล ฟัลเกา คือสุดยอดดาวยิงระดับตีนมหาวายวอดคนหนึ่งในโลกลูกหนัง ก็แค่เขาพึ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บสาหัส สภาพร่างกายยังไม่สมบูรณ์เต็มร้อย – แมนฯ ยูไนเต็ด ควรจะให้เวลาเขาปรับพฤติกรรมอีกสักระยะพลางเสี่ยงเดิมพันอีกสัก 1 ฤดู

แม้กระนั้นหลังจากคำนวณดูแล้ว หฝ่าส์ ฟาน กัล อาจคิดว่ามันเสี่ยงเกินไปจึงตกลงใจไม่ต่อสัญญา ด้วยประเมินว่ากองหน้าผู้นี้เป็นผู้เล่นที่หมดสภาพ

ทันใด เชลซี ในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีกก็โผล่เข้ามาแสยะยิ้มสยอดสยอง

รู้เรื่องว่ากุนซือของทีมสิงห์บลูส์ ณ ในขณะนั้นอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ อาจอยากได้ "ลองของ" ประมาณว่าหมูไม่กลัวน้ำร้อน แถมยังได้กวนตีนอสุรกายแดงไปในตัวอีกต่างหาก คือมึงใช้ไม่ได้ใช่ไหม ช่างเถิด เดี๋ยวข้าใช้ให้ดูเอง

ฤดูที่แล้วลงเล่นให้ เชลซี ทั้งผองเพียงแต่ 12 นัดหมาย (ทุกรายการ) โดยทำเป็นแค่ประตูเดียว

ใครสักคนจึงรำพึงรำพันอยู่คนเดียว "ถุย!…นึกว่าจะแน่"

ราดาเมล ฟัลเกา เกือบจะไม่มีความต่างจากเสือแก่ที่สายตาพร่ามัว-เขี้ยวเล็บกร่อน แถมเป็นเสือลำบากที่โดนลูกกระสุนนายพรานจนกระทั่งเจ็บอีกต่างหาก

"เสือลำบาก" ที่หมดสภาพแบบนี้ไล่ล่ากระทิงหรือกวางใหญ่ในพงพีไม่ไหวหรอกขอรับ

จับกินได้ก็แม้กระนั้นน้องหมาของราษฎรเพียงแค่นั้น!

จบฤดู 2015-16 อดีตดาวยิงตีนวางอันดับที่หนึ่งของเมืองมนุษย์ผู้นี้จึงไม่เป็นที่ต้องการของ เชลซี อีกต่อไป รวมถึงยักษ์ใหญ่ทีมอื่นๆด้วยจนกระทั่งจำเป็นต้องซมซานกลับไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ โมนาโก อีกรอบ

รับสารภาพตามจริงว่าผมไม่คิดว่า ราดาเมล ฟัลเกา จะกลับมาอยู่ในฟอร์มอันสุดยอดของตัวเองอีกรอบ เพราะว่ามองดูมุมไหนก็พบว่ามันผ่านไปหมดแล้ว เขาผ่านจุดสูงสุดของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย

ฤดูนี้พี่เสือยิงประตูแรกให้ตนเองได้เสร็จในเกมที่ 2 ของ ลีก เอิง ซึ่ง โมนาโก ถล่ม แรนส์ ไปด้วยสกอร์ 3-0

นับตั้งแต่นั้นก็เริ่มผลิตสกอร์ได้เรื่อยโดย 9 นัดแรกที่เล่นให้ โมนาโก ในฤดูนี้ พี่เสือมึงยิงได้ถึง 7 ประตู

เมื่อกระหน่ำตาข่ายได้อย่างต่อเนื่อง ความเชื่อมั่นและมั่นใจก็กลับคืนมาอีกรอบ เหมือนกับสภาพร่างกายที่สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

เกมล่าสุดที่ เอว่ากล่าวฮัด สเตเดี้ยม ดาวยิงวัย 31 ผู้นี้กดไปอีก 2 ดอกตามที่อธิบายเป็นตัวอักษรไปนั่นแหละ (ผู้ใดกันแน่มิได้ดูถ่ายทอดสดก็ไปหาดูในคลิปเอาแล้วกัน) พอๆกับว่าฤดูนี้ลงเล่นไปแล้ว 26 นัดหมาย (ทุกรายการ) โดยทำเป็น 21 ประตู

เหนือกว่าสถิติการยิงประตูที่เป็นตัวเลข คือฟอร์มการเล่นที่พึ่งมองเห็นแบบสดๆนี่แหละขอรับ

สัมผัสได้ถึงความคล่องแคล่วประดุจเสือหนุ่มที่สามารถสืบพันธุ์ได้วันละ 200 ดอก โน่นคือเหตุผลที่กล่าวว่าเพราะอะไรถึงมีความเห็นกันว่า "อวัยวะสืบพันธุ์ของเสือเพศผู้" คือสุดยอดยาบำรุงสมรรถภาพทางเซ็กซ์จนกระทั่งกลายยอดเยี่ยมในสาเหตุให้สัตว์ป่าประเภทนี้ใกล้สิ้นพันธุ์

กว่าครึ่งปีนะครับที่ ราดาเมล ฟัลเกา นอนแทรกกับอาการเจ็บ บวกกับอีก 2 ฤดูเต็มๆที่เพียรพยายามหาทางกลับออกมาจากเขาวงกตที่ความเสื่อมถอย

ท้ายที่สุดก็ทำสำเร็จ – มองเห็นแบบนี้แล้วหลังจากนั้นก็รู้สึกดีนะครับ

นี่คือแบบอย่างชั้นยอด แถมเป็นกรณีศึกษาว่า…มนุษย์เรา ถ้าหากมีความมุมานะและก็เพียรพยายามโดยไม่หมดกำลังใจหรือสิ้นหวังไปซะก่อน คนที่เคยเป็น "เสือ" ก็มีสิทธิ์กลับมาเป็น "เสือ" เหมือนเดิมได้อีกรอบ

…ว่าแล้วหลังจากนั้นก็ให้รำลึกถึงดาวเตะอีกคนที่อายุ 31 เท่า ราดาเมล ฟัลเกา ที่กำลังจะยอมแพ้หนีไปค้าหน้าแข้งพลางโกยเงินในเมืองจีนดีมากยิ่งกว่า เนื่องจากว่าปัจจุบันนี้ตนเองไม่มีที่ลงในทีมตัวจริงของอสุรกายแดง

นับถอยหลังสู่ 8 นัดสุดท้ายลุ้นแชมป์พรีเมียร์ระหว่างเชลซี กับ ทอตแนมฮอตสเปอร์

แต้มห่าง 7 สัปดาห์นี้มีโปรแกรมต่างช่วงเวลากันและก็เป็นกลุ่มไก่เดือยทองคำได้โอกาสลดช่องว่างเหลือ 4 ให้เชลซีกดดัน หากว่าพวกเขาชนะวัตฟอร์ด ได้ก่อน ปลดปล่อยให้เชลซีบุกเยือนบอร์นมัธ ด้วยความกดดันบ้าง

ภายหลังกลุ่มคอนเต้ชนะในเกมล่าสุดเขาระบุว่าขออีก 18 แต้มจาก 24 ที่เหลือ โน่นคือชนะ 6 นัดหมาย ถ้าเกิดเป็นไปได้ชนะรวด 6 นัดหมายนี้เลย เชลซีจะครองแชมป์พรีภรรยารฺ์ลีกทันที

ณ จุดนี้เชลซีไม่ต้องพึงพอใจสเปอร์ส เล่นเพื่อกลุ่มตัวเอง เล่นเพื่อชนะอย่างเดียว จะชนะแบบไหน จำเป็นต้องชนะ เพื่อทำให้ช่องว่างนั้นคงอยู่แบบงี้หรือบางทีอาจโชคดีถ้าเกิดสเปอร์สสะดุดมันจะเพิ่มขึ้นและก็เป็นผลเชิงจิตวิทยาให้พวกเขาได้โอกาสใกล้แชมป์มากยิ่งกว่าชนะรวด 6 นัดหมาย

มันบางทีอาจจะเหลือ 5 หรือ 4 ก้ได้่ครับ
พูดอีกนัยหนึ่งแชมป์อยู่ในมือเชลซีและก็เป็นกลุ่มคอนเต้ ถือถ้วยพรีเมียร์ลีกอยู่ ระหว่างที่สเปอร์สบากบั่นมายื้อแย่งอยู่ในเวลานี้

สเปอร์สได้โอกาสมั้ยครับ???

ผมว่ามีครับผม

7 คะแนนกับอีก 8 นัดหมายไม่ห่างครับ แม้มันดูเป็นใจให้เชลซีแต่ว่าจากการที่พวกเขาพลาดท่าสะดุดต่อคริสตัล พาเลส ค้างบ้าน มันทำให้มองเห็นว่าช่วงท้ายฤดู ความเคร่งเครียด ความกดดัน ความเกร็งมาเยือนแล้ว

ทั้งที่เกมของพวกเขาเหนือกว่าพาเลส จังหวะยิงเยอะ แต่กลับพลาดไปหมด

กลุ่มลุ้นแชมป์เกลียดและก็กลัวเรื่องแบบงี้ครับ เล่นแล้วมันดูตั้งอกตั้งใจเกินความจำเป็นทั่จะยิง ที่จะชนะคู่แข่ง มันผิดธรรมชาติตัวเองไปซะแบบงั้น คือถ้าเกิดเชลซีไม่แพ้พาเลส และก็ในวันนั้นสเปอร์สน่าจะแพ้สวอนซีอยู่แล้วครับ

แต้มนำ 10 จนกระทั่งช่วงทดในเวลาที่ลิเบอร์ตี้ กลายเป็นลูกทีม เมาริสิโอ โปเชตติโน มีลูกฮึดไล่ยิงสามประตูระหว่างนาทีที่ 88, 90+1 จนกระทั่ง 90+4 ยิงสามประตูในช่วงเวลา 6 นาที พูดอีกนัยหนึ่งยืงประตูทุกๆสองนาที

ทั้งที่ไม่มีตัวความคาดหวังอย่าง แฮร์รี เคน ลงสนาม

โน่นคือข่าวดีและก็แง่มุมบวกๆของแฟนไก่และก็ทำให้พวกเขาหลุดพ้นจากคำว่า spursy ที่เป็นนิยามของพวกเขาที่มักพลาดท่า ตกม้าตายในเกมสำคัญและก็เกมที่อยากชัยชนะเพื่อลุ้นต่อ ถ้าเกิดเทียบกับปีที่แล้ว

ระยะนี้พวกเขาเริ่มแย่นั่นแหละครับ แต่ว่าปีนี้พวกเขายังสู้ต่อ ยังไม่หมดลุ้น มันยังได้โอกาสถ้าเกิดสู้ต่อและก็หวังว่าชัยชนะต่อเกมกับสวอนซี จะเป็นพลังแฝงให้นักเตะสเปอร์ส เดินหน้าสู้ต่อ ทั้งที่ความคาดหวังมีไม่มากมาย

เนื่องจากแชมป์อยู่ในมือเชลซี และก็ควรจะเป็นเชลซีเพียงแค่นั้นที่จะพลาด

แฟนไก่รอคอยลุ้นให้ตัวเองชนะไว้ก่อน จากนั้นค่อยว่ากัน ถ้าเกิดตัวเองยังชนะไม่ได้และก็อดสามแต้ม ผมว่าอันนี้ยากละ เนื่องจากว่านี่ไม่ได้แข่งกับตัวเอง พวกเขาแข่งกับเชลซี ที่มีความบกพร่องน้อย นานๆแพ้หน

แต่ว่าไม่ต้องมากมาย…ไม่ต้องถึงกับแพ้หรอกครับใน 8 นัดหมายที่เหลือ ทดลองพลาดท่าเสมอสักสองนัดหมายติด แล้วสเปอร์สชนะรวด

มันจะเป็น 6 ต่อ 2 แต้ม พอๆกับเชลซีได้เพิ่มมา 2 เป็น 9 แต้มที่ห่าง แล้วลบออก 6 จะเหลือแค่ 3 เท่านี้กลุ่มยี่ห้อไก่ได้โอกาสครองแชมป์ได้เท่าๆกับเชลซีแล้วครับผม มันคือ 51-49 แล้วครับผม ถ้าเกิดนำกันแค่สามคะแนน

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เคยเพลี่ยงพล้ำต่อแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นเนื่องจากว่าผลเสมอ 3 นัดหมายในช่วงโค้งสุดท้าย หรือเคยเสียแชมป์ให้ อาร์เซนอลตอนนำ 11 แต้มเมื่อถึงเดือน มีนาคม แต่ว่าปืนชนะรวด 10 นัดหมายสุดท้าย ผีหลุดเสมอสองสามนัดหมาย มีแพ้ด้วย

จบเลย….

แม้ว่าอันโตนีโอ คอนเต้ เคยตกม้าตายกับยูเวนตุๆส แบบว่านำ 5 เมื่อเหลือ 3 นัดหมาย แต่ว่าดันแพ้แล้ว ยกแชมป์ให้ลาสิโอไป

แฟนกัลโช นึกออกดีครับซีซั่น 1999-2000 ผมเคยเขียนไปครั้งหนึ่ง ด้วยความกลุ้มใจของ คอนเต้ ในฐานะนักเตะยูเวนตุๆสและก็นายจ้างเขาคือ คาร์โล อันเชลอตติ 8 นัดหมายสุดท้ายแพ้ 4 จากที่นำห่าง

ก่อนลงสนามนัดหมายสุดท้ายลาสิโอ ของสเวนโกรัน อีริคส์สัน ตาม 2 แต้ม และก็ไปเยือนเรจจิน่า…คือลาสิโอ ชนะเจ้าบ้าน เรจจิน่า นั้นเป็นไปได้แน่ๆ เล่นที่สนาม เรองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ คูรี ไม่มีปัญหา แต่ว่าการที่ยูเวนตุๆสพบกับประเทศเปรูจา ที่รอดพ้นการตกชั้นไปแล้ว

ใครกล้ารับประกันว่าประเทศเปรูจา จะเล่นเต็มกำลัง???

หนักกว่านั้นคือเกมของลาสิโอจบก่อน แต่ว่าเกมของยูเวยังไม่จบ ฝนตกหนักเกมเลื่อนไป 80 นาที ถ้าเกิดเรียลไทม์คือ ลาสิโอ ตอนนั้นแซงขึ้นเป็นผู้นำฝูงในนัดหมายสุดท้ายรอคอยให้ยูเวนตุๆสเตะจบ และก็ถ้าเกิดชนะประเทศเปรูจา เจ้าม้าลายก็ครองแชมป์ด้วยเหมือนกัน

ผลคือยูเวนตุๆสแพ้ประเทศเปรูจา 1-0 จากลูกวุ่นวายหน้าจุดโทษ…และตีเสมอไม่ได้ แพ้นัดหมายสุดท้ายถึงกับชวดแชมป์หน้าตาเฉย!

เรื่องราวกลุ่มนี้อยู่ในหัวของ คอนเต้ จนถึงทำให้เราเองอดคิดไม่ได้ว่า….เขามีบทเรียนราคาแพงเมื่อ 17 ปีกลาย ยุคเป๋นนักเตะ หัวข้อนี้ไม่น่ากลับมาหลอกอีกที เขาจำเป็นต้องแก้ไขมันให้ได้เมื่อมาเป็นผู้ฝึกสอน

แต่ว่าอย่างว่าแหละครับ….จวบจนคุณยังทำการประลองอยู่ จังหวะแบบงี้มันมีกำเนิดขึ้นอยู่กับแล้วครับ

คาร์โล อันเชลอตติ เคยพลาดแชมป์สคูเดตโต เมื่อตอนนั้น เขาก็ยังพลาดแชมป์ยูฟา แชมเปี้ยนส์ ลีกทั้งที่นำหงส์แดง ลิเวอร์พูลในปี 2005 อยู่สามลูกเมื่อจบครึ่งแรก แต่ว่าสุดท้ายโดนตีเสมอและก็ยืดเวลาพิเศษบุกยังไงก็ยิงไม่ได้ แถมแพ้จุดโทษอีก

คอนเต้….น่าจะคิดมากและก็จำเป็นต้องบากบั่นกระตุ้นลูกทีมว่านำ 7 แต้ม อย่าหลงระเริง และก็ประมาทผู้เอาอย่างสเปอร์ส ที่น่าจะแพ้สวอนซี แต่ว่าพอเพียงตีเสมอได้นาทีที่ 88 พวกเขาสอยอีกสองลูกจนถึงหมดเวลา พลิกกลับมาชนะ 3-1

เรื่องราวแบบงี้มันไม่ใช่ชนะแล้วได้แค่สามแต้ม

สเปอร์สได้ 9 แต้มเลยครับวันชนะสวอนซี

แทนที่ถ้าเกิดแพ้แต้มจะกลับไป 10 แล้วท้อใจลุ้นแชมป์ ณ จุดนี้ สเปอร์สมีความหวัง แต่ว่าอาจไม่มากมายพอๆกับเชลซี อันนี้ตามหน้าเสื่อครับผม และก็ถ้ากวาดสายตาดูโปรแกรม 8 นัดหมายสุดท้าย ถ้าเกิดเชลซีอยากชนะ 6 นัดหมาย

พวกเขาจำเป็นจะต้องพบกับใครบ้าง และก็สเปอร์สเองเจอกับใครบ้าง

เชลซี สเปอร์ส

นัดหมายที่ 31 บอร์นมัธ(ย) วัตฟอร์ด (ห)

นัดหมายที่ 32 แมนฯยูฯ (ย) บอร์นมัธ (ห)

นัดหมายที่ 33 เซาหมูแฮมป์ตัน(ห) พาเลส (ย)

นัดหมายที่ 34 เอฟเวอร์ตัน (ย) อาร์เซนอล (ห)

นัดหมายที่ 35 โบโร (ห) เวสต์หมูแฮม (ย)

นัดหมายที่ 36 เวสต์บรอม (ย) แมนฯยูฯ (ห)

นัดหมายที่ 37 ซันเดอร์แลนด์ (ห) ฮัลล์ (ย)

ส่วนเกมเชลซีตกค้างวัตฟอร์ด และก็สเปอร์สตกค้างกับ เลสเตอร์ นั้น รอคอยลงวันและก็เวลาทั้งสองโปรแกรมเพราะว่าสองกลุ่มนี้มีคิวเตะเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศ ในวันที่ 22 เม.ย. พบคุ้นเคย พิสูจน์กันเพราะใครได้โอกาสลุ้นดับเบิลแชมป์ได้

ถ้าเกิดดูโปรแกรมรวมทั้งหนักค่อยไม่ได้มีความแตกต่างกัน แฟนเชลซี มองไปที่เกมแมนฯยูฯ กับ เอฟเวอร์ตัน ส่วนแฟนไก่นั้นมองเกม อาร์เซนอล, แมนฯยูฯ และก็แถมเลสเตอร์ สิตี้ ที่ชนะรวดทุกนัดหมายกลับมาเป็นกลุ่มแชมป์เหมือนเดิม

ปัญหาอยู่ที่ว่านับนับจากนี้…..ใครสะดุด ประสบพบเจอกับปัญหาแน่ๆ

สเปอร์สสะดุด ช่องว่างจะห่างและก็แทบหมดลุ้น แต่ว่าถ้าเกิดเชลซีสะดุดแลสเปอร์สเก็บได้ พวกเขามีลุ้นแชมป์แบบเต็มกำลัง และก็สามารถพูดได้เต็มปากว่าได้โอกาสเป็นแชมป์ แต้ม 7 ในเวลานี้ สะดุดสักนัดหมายสองนัดหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชลซี ช่องว่างจะลดฮวบฮาบ

ณ ช่วงเวลานี้อาจจำเป็นต้องให้เครดิตกลุ่มเชลซีของ คอนเต้ ก่อนว่า มีลักษณะเด่นมากยิ่งกว่าข้อด้อย และก็พวกเขาพร้อมเป็นแชมป์มากยิ่งกว่าสเปอร์ส อันนี้ว่ากันตามหน้าเสื่อ ไม่ใช่ว่ากันด้วยความคาดหวัง แต่ว่าถ้าเกิดกลุ่มของคอนเต้ ไม่อาจจะนำลักษณะเด่นตัวเองเรื่อง รัดกุม พลาดยากเสียยาก มาใช้ได้ทันทีทันควัน

เสียสมาธิและก็กดดันตัวเองมากมายไป ข้อด้อยของพวกเขาจะก้าวมาแทนที่ แบบนั้นจังหวะสะดุดมีมากมาย เหมือนเกมที่แพ้คริสตัล พาเลสทั้งที่โดนบุกไม่กี่ครั้ง โน่นเป็นเนื่องจากว่าพวกเขาเสียสมาธิ และก็พอเพียงโดนนำ กลายเป็นกดดันและก็เกร็งตัวเองไป

นี่เกมล่าสุดที่ชนะ แมนฯสิตี้ 2-1 แสดงให้เห็นว่าพวกเขากลับมามีสติได้อีกที

ส่วนสเปอร์สไม่ต้องคิดอะไรมากมาย…ไม่มี แฮร์รี เคน นำแนวรุก พวกเขาจำเป็นต้องชนะอย่างเดียว ด้วย ซอน เฮือง ไม่น, เดลเล อัลลี, คริสเตียน เอริคเซน ตัวทำเกมรุกสามคนนี้ที่สลับหน้ากันยิงและก็ช่วยกลุ่มได้ บวกกับเซตพีส เตะมุม ฟรีคิก ที่จะมาช่วยเสริมให้ได้โอกาสชนะง่ายชึ้น

เคสซิเย่ เผยผีคือทีมในฝัน แต่ไปสิงโตนํ้าเงินครามก็ได้เช่นกัน

ฟรองค์ เคสซิเย่ แข้งฟอร์มแรงของ อตาลันต้า ยอมรับว่าตัวเองเป็นแฟนตัวยงของ ผี แต่ถ้าเป็น สิงโตนํ้าเงินคราม ก็พร้อมที่ย้ายเหมือนกัน

 

เคสซิเย่ กําลังทําผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับ อตาลันต้า โดยตัวเขาลงสนามไปแล้ว 20 นัดทําได้ 6 ประตูและ 1 แอสซิสต์มีส่วนช่วยให้ อตาลันต้า อยู่อันดับ 5 ของตารางคะแนนกัลโช่ เซเรียอาในเวลานี้

 

แข้งวัย 20 ปีเป็นข่าวกับทีมยักษ์ใหญ่มากมายไม่ว่าจะเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด,เชลซี,อาร์เซน่อลและปารีส แซงต์-แชร์กแมง

 

''แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดคือทีมในฝันของผม''

 

''แต่เชลซีก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน''

ลิเวอร์พูล ขอซื้อดูโอ บราซิเลียน ก่อนย้ายเข้า สิงโตน้ำเงิน

มีสายข่าวว่า หงส์  นั้นเคยพยายามที่จะคว้าตัวสตาร์ทั้ง 2 ของ สิงโตน้ำเงิน คนปัจจุบันอย่าง ดิเอโก้ คอสต้า และ วิลเลียน ก่อนที่ทั้งสองจะย้ายไปอยู่ในถิ่น สแต็มฟอร์ด บริดจ์

คอสต้า และ วิลเลียน ได้ย้ายเข้ามาอยู่กับสโมสรในกรุ่งลอนดอนเมื่อปี 2013 และ 2014 ตามลำดับ ด้วยค่าตัวรวมกันราว 62 ล้านปอนด์

ตามรายงานของ เทเลกราฟ อ้างว่า หงส์  สโมสรแห่งเมอร์ซีย์ไซด์นั้นขอ|เจรจา|ทาบทาม|พยายาม}ติดต่อไปยังนักเตะทั้ง 2 คนนี้ในแต่ละปีก่อนที่ทั้งคู่จะเลือกทีม สิงโตน้ำเงิน ในที่สุด

โดยสื่อจาก ข่าว W88 อ้างเหตุผลที่ทำให้ดูโอที่เกิดใน บราซิล ไม่สนใจย้ายเข้ามาค้าแข้งที่ แอนฟิลด์ นั้นเป็นเพราะว่าข้อเสนอไม่ดีพอนั่นเอง

วิลเลียน และ คอสต้า วัย 28 ปี ทั้งคู่ได้ช่วย สิงโตน้ำเงิน คว้าดับเบิลแชมป์ทั้ง พรีเมียร์ลีก และ ลีกคัพ ในฤดูกาล 2014/15 ภายใต้การทำทีมของอดีตกุนซือของพวกเขา โฆเซ มูรินโญ

ในฤดูกาลนี้สองสตาร์ของ สิงโตน้ำเงิน ยังช่วยให้ทีมขึ้นไปอยู่อันดับที่หนึ่งของตารางคะแนนตอนนี้ มีลุ้นที่จะได้แชมป์ลีกสูงสุดของ อังกฤษ อีกครั้ง

คอสต้า นั้นนำเป็นดาวยิงของ สิงโตน้ำเงิน อยู่ขณะนี้ โดยยิงไป 17 ประตู จากการลงเล่นทั้งหมด 28 เกม ขณะที่วิลเลียน เองไม่ค่อยได้มีบทบาทมากเท่าไหร่นัก

อดีตปีกตัวจี๊ดของ ชัคตาร์ โดเน็ตส์ ได้สตาร์เป็นตัวจริงเพียงแค่ 2 นัดใน 7 เกมล่าสุดเท่านั้น โดยที่ อันโตนิโอ คอนเต้ กุนซือ อิตาเลียน ของทีมมักจะใช้บริการของ เปโดร อดีตนักเตะ บาร์เซโลนา นำเกมรุกมากกว่า

เสี่ยหมู ปัดไปจีนขออยู่ช่วยแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดก่อน

เสี่ยหมู กองหน้ากัปตันทีมของ ปีศาจแดง ออกมาปฏิเสธข่าวลือว่าตัวเขากําลังจะย้ายไปค้าแข้งที่แดนมังกร ซึ่งไม่เป็นความจริง

 

หัวหอก วัย 31 ปีตกเป็นข่าวลืออย่างหนักว่ากําลังจะย้ายไปค้าแข้งที่ประเทศจีนแถมตัวเขายังไม่ได้รับการการันตีเป็นจริงที่ ปีศาจแดง อีกด้วย

 

แม้เอเยนต์ส่วนตัวของ เสี่ยหมู จะเดินทางไปเจรจาถึงประเทศจีน แต่ทุกอย่างต้องจบลงเพราะเจ้าตัวออกมาปฏิเสธข่าวลือทั้งหมดด้วยตัวเอง

 

''ผมจะอยู่กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดต่อไป ผมดีใจมากที่ได้รับความสนใจจากสโมสรต่างๆ''

คาร์โล อันเชล็อตติ รอดพ้นแจกนิ้วแฟนบอลหลังบริจาคเงิน

บุนเดสเทรนเนอร์ทีมพี่เสือรอดถูกแบนหลังชูนิ้วกลางใส่แฟนบอลฝ่ายตรงข้ามในเกมลีกล่าสุด นัดเยือนเสมอ 1-1 แฮร์ธา เบอร์ลิน

 

คาร์เล็ตโต้ บุนเดสเทรนเนอร์ บาเยิร์น มิวนิค ยอมรับตนแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม ทั้งนี้แฟนบอลคนดังกล่าวถ่มน้ำลายใส่ระหว่างเดินเข้าห้องแต่งตัวหลังจบเกม เนื่องจากแฟนบอลแฮร์ธาไม่พอใจผู้ตัดสินที่ทดเวลาบาดเจ็บถึง 6 นาที ทำให้เสือใต้ได้ประตูตีเสมอ

บุนเดสเทรนเนอร์ของบาเยิร์น มิวนิค ถูกสหพันธ์ลูกหนังเยอรมันเรียกตัวให้มาชี้แจงเหตุการณ์ดังกล่าว ซึ่งหลังการสอบสวนเขาได้บริจาคเงินจำนวน 5,000 ยูโร ให้กับองค์กรการกุศลของเดเอฟเบ